THE PREDATOR กับ 16 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนชม

THE PREDATOR กับ 16 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนชม

- in ข่าวบันเทิง, ข่าวภาพยนตร์, ข่าวเพลง
ปิดความเห็น บน THE PREDATOR กับ 16 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนชม

รายละเอียดการถ่ายทำ THE PREDATOR

จากห้วงอวกาศที่อยู่ห่างไกลมาจนถึงทางตอนใต้ของจอร์เจีย สู่การไล่ล่าในซีรีส์เรื่องดังของเชน แบล็ค เรื่อง Predator ตอนนี้โลกแห่งการไล่ล่ากำลังเข้มข้นขึ้น รุนแรงและโหดเหี้ยมมากขึ้นกว่าเดิม และมีเพียงทีมแร็กแท็กของอดีตทหารกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการทางชีววิทยา ที่จะปกป้องจุดจบของมนุษยชาติได้

เชน แบล็ค กำกับทีมนักแสดงจากบทที่เขาเขียนร่วมกับ เฟรด เด็คเกอร์ บอยด์ โฮลบรูค นำทีมนักแสดงที่ประกอบด้วย เทรแวนต์ โรดส์, จาค็อบ เทร็มเบลย์, คีแกน ไมเคิล คีย์, โอลิเวีย มันน์, โธมัส เจน, อัลฟี่ อัลเล็น, ออกัสโต้ อากิเลรา และ สเติร์นลิง เค. บราวน์ THE PREDATOR อำนวยการสร้างฯ โดย จอห์น เดวิส ที่ปลุกชีวิตให้ผลงานแฟรนไชส์ Predator แลร์รี่ ฟอง ทำหน้าที่ผู้กำกับภาพ ออกแบบฉากโดยมาร์ติน วิสต์ ลำดับภาพโดย แฮร์รี่ บี. มิลเลอร์ และ บิลลี่ วีเบอร์ ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์โดยโจนาธาน ร็อธบาร์ต และ แม็ตต์ สโลน

นอกจากผลงานการเขียนบทให้ภาพยนตร์ที่สร้างปรากฎการณ์อย่างเรื่อง Lethal Weapon และกำกับภาพยนตร์เรื่อง  Iron Man 3, The Nice Guys และ Kiss Kiss Bang Bang  เชน แบล็คยังเป็นนักแสดงและน่าจะเป็นที่รู้จักดีจากบทฮอว์คินส์ในเรื่อง Predator ผลงานคลาสสิคปี 1987 กำกับฯ โดยจอห์น แม็คเทียร์นาน แต่แบล็คกล่าวว่า “เดอะ เพรดเดเทอร์ในภาคนี้จะโหดเหี้ยมและน่ากลัวกว่าที่เคย”

“30 ปีต่อมายังคงเป็นเพรดเดเทอร์ตัวเดิม แต่เวลาที่ผ่านไปทำให้มันมีพัฒนาการมากขึ้น” จอห์น เดวิสกล่าว “มันไม่ใช่การพัฒนาขึ้นมาใหม่และสร้างใหม่ นี่คือแฟรนไชส์ที่คุณรักใน 30 ปีต่อมา มันคือเหตุการณ์ต่อเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 30 ปีต่อมา พวกมันดุดันและตัวใหญ่ขึ้น มีพัฒนาการ ไม่ใช่เพรดเดเทอร์ตัวเดิม”

เดวิสเล่าว่า “ผมคิดว่านี่เป็นแฟรนไชส์เรื่องหนึ่งที่ทุกคนรักและรักมานานหลายยุคแล้ว Predator ภาคแรกๆ ยังคงครองใจผู้ชมทั่วโลก และมีการฉายทางเคเบิลและช่องทางอื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่า 30 ปีต่อมาหนังเรื่องนี้จะยังดำเนินต่อจากรุ่นสู่รุ่น”

แบล็คเล่าว่าการให้ความเคารพในต้นฉบับเท่าที่เขาทำได้ คือการเลือกนักแสดงที่เหมาะสมให้เหมือนกับที่ตัวละครในเรื่อง Predator เคยมี บอยด์ โฮลบรูครับบทควินน์ แม็คเคนน่า ผู้ว่าจ้างที่พบว่าตัวเองต้องนำทีมแร็กแท็กเผชิญหน้ากับเอเลี่ยน แบล็คเล่าว่า “พวกเขาเป็นทหารที่ถูกลืมอย่างไม่คู่ควร พวกเขาทุกคนต่างมีความไม่สมบูรณ์แบบ เหตุผลหนึ่งคือพวกเขาดูไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถยอมรับได้ พวกเขาไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบแต่สุดท้ายก็หากันเจอ พวกเขาไม่ใช่ทีมทหารที่ทำตัวเหลวแหลก พวกเขาต้องใช้ความพยายามทำตัวเป็นคนดี แต่ก็ยังมีความแสบอยู่ในตัว ไม่มีทางจะลบสิ่งนั้นออกไปได้เลย และนี่เป็นโอกาสของพวกเขาที่จะได้กลับมาใช้ชีวิต มาช่วยเหลือกัน และไปเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด พวกเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เราเลือกจะให้มาทำอะไรแบบนี้ เว้นแต่ที่พวกเขามีความแข็งแกร่งในยามที่เกิดเรื่องเลวร้าย พวกเขามีความมุ่งมั่น มีความกล้าหาญ และมีความซื่อสัตย์ต่อกัน”

“เวลาที่คิดถึงพวกเขาจะเหมือนกลุ่มที่ไม่น่าปกป้องโลกได้” เดวิสกล่าว “บางทีพวกเขาอาจบ้าเกินกว่าจะกลัวในยามที่ควรกลัวก็ได้”

ตำนานภาพยนตร์

จอห์น เดวิส ผู้อำนวยการสร้างผลงานต้นฉบับและภาคต่อในแฟรนไชส์ เล่าถึงสิ่งที่ดึงดูดเขาเป็นครั้งแรกสู่เรื่อง  Predator มานานกว่า 30 ปีที่แล้วว่า “มันเป็นไอเดียเกี่ยวกับนักล่า เป็นไอเดียของสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นที่เล่นเกมไล่ล่าอย่างดุเดือด และเดินทางจากโลกหนึ่งสู่อีกโลกหนึ่งเพื่อกีฬานั้น โดยมีหน่วยคอมมานโดอเมริกันและกลุ่มคนที่อยู่ในป่าถ่ายทอดให้เห็น จนสุดท้ายแล้วเขาถูกหลอกล่อและพ่ายแพ้ไป แม้ว่าเพรดเดเทอร์จะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและมีอาวุธทำลายล้าง แต่มนุษย์ก็มีความฉลาดและความอยากมีชีวิตรอดที่ทำให้เกิดการต่อสู้อย่างสมน้ำสมเนื้อ”

เชน แบล็คเพิ่งเขียนบทให้เรื่อง Lethal Weapon ส่วนเดวิสกับผู้อำนวยการสร้างฯ ของเขาหวังว่าเขาจะมาร่วมงานด้านบทของ Predator เดวิสเล่าว่า “เราคิดว่าจะชวนเขามาร่วมงานด้วย ให้เขามีบทบาท และพอเราได้ตัวเขามาที่แม็กซิโกแล้วเราก็จะให้เขาสร้างผลงานสักหน่อย แต่เขาตอบว่า “ไม่นะ คุณจ้างผมในฐานะของนักแสดง นั่นคือสิ่งที่ผมต้องท” มันเลยชัดเจนสำหรับเราเลย เราบอกว่าโอเค ให้เขาตายก่อนคนแรกจะได้ไม่ต้องอยู่นาน” เดวิสกล่าวติดตลก แบล็คเล่าว่า “ผมรู้สึกโล่งใจเลย มันรู้สึกเหมือน… เรียกว่าอะไรนะ? งี่เง่าหรอ แต่ทุกอย่างออกมาสนุกสนานมาก ผมไม่คิดว่าพวกเขาอยากเขียนอะไรใหม่”

เดวิสเล่าว่า “มันเลยเป็นเรื่องตลกที่เขากลับมาเขียนบทและกำกับฯ เรื่องนี้ เพราะเขามีประวัติอย่างยาวนานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมคิดว่าเขาเป็นผู้กำกับฯ ที่เก่งมาก เขามีมุกตลกและมีหลักการสังเกตที่ไม่ธรรมดา ผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่บทนี้ออกมาอย่างดีมากและเป็นเหตุผลที่หนังเรื่องนี้สนุก”

ตำนานเพรดเดเทอร์

เดอะ เยาต์จา เอเลี่ยนที่น่ากลัวบนจอที่รู้จักในชื่อเพรดเดเทอร์ เป็นที่รู้จักครั้งแรกในหนังปี 1987 สร้างขึ้นโดยกูรูด้านเมคอัพสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ สแตน วินสตัน ผู้ชำนาญที่อยู่เบื้องหลังหนังสตัว์ประหลาดอย่าง Aliens and Terminator ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เฟรด เด็คเกอร์ เล่าว่า “ผมคิดว่าเพรดเดเทอร์เป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์มากตัวหนึ่งในภาพยนตร์ เพราะมีการออกบบอย่างงดงามมาก และเหมือนกับการออกแบบสัตว์ประหลาดที่โดดเด่นทั่วไป มันเรียกความสนใจจากเราได้ทันที เราดูสิ่งมีชีวิตตัวนี้และเห็นภาพสะท้อนของเราบางมุม แต่ในแง่ความลึกลับ ความน่ากลัว และนั่นคือเรื่องที่ยาก”

เดวิสเล่าว่า “ภาพนั้นทำให้มนุษย์หวาดกลัวและเอเลี่ยนเองก็น่าตกใจ มันมีทั้งความน่ากลัวและความน่าสนใจ ไม่มีอะไรที่ดูล้าสมัยและนั่นคือสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด เวลาที่เราสร้างสัตว์ประหลาดเอเลี่ยนมาจากอีกดาวหนึ่ง”

เพรดเดเทอร์เป็นนักล่าเพชฌฆาต” เดวิสกล่าว “เขามีพลังมหาศาลและสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ ได้อย่างงดงาม แต่กระโดดได้กว้างไกลและรวดเร็ว สามารถซ่อนตัวได้ กระโดดได้เหมือนเสื้อหรือสิงโต มีความเข้มแข็งมาก และเป็นนักล่าที่ดูเจ้าเล่ห์มาก เพรดเดเทอร์รู้ว่าจะไล่ล่าเหยื่ออย่างไร ล่อเหยื่ออย่างไร จะโจมตีอย่างไรเวลาที่ได้จังหวะดีที่สุด และจะจู่โจมจุดอ่อนของเหยื่ออย่างไร”

“มันมีความพิเศษเพราะมีหน้ากากที่ดูเท่มาก พอถอดหน้ากากออกก็ยิ่งเท่กว่าเดิม” แบล็คกล่าว “เป็นตัวะครที่เรารู้จักกันดี มันเดินเหมือนเรา เข้าใจเรา เหมือนมนุษย์สมัยก่อนแต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาจากที่นี่ มองเพรดดิเทอร์แล้วรู้สึกว่ามันมีความน่าสนใจ ผมคิดว่ามันสามารถกลายเป็นตัวละครจริงได้”

สำหรับภาพลักษณ์ของเพรดเดเทอร์ แบล็คเล่าว่า “ผมคิดว่ามันสำคัญที่ต้องหาการเปลี่ยนแปลงที่ดูดีขึ้นแต่ไม่กระทบต้นฉบับเดิมที่สร้างความนิยม ผมไม่อยากจะทำอะไรมากนักเพราะอยากทำให้นึกถึงหนังภาคแรก ข้อดีของเพรดเดเทอร์ต้นฉบับคือลักษณะเหมือนมนุษย์ มีความโหดร้ายอย่างที่เห็น มันไม่ใช่แค่สัตว์ป่า มันมีความฉลาด มีความเจ้าเล่ห์ และรู้ว่าเรากลัวอะไร รู้ว่าจะขัดขวางและจับตัวเรายังไง”

ตัวละครเพรดเดเทอร์ในหนังเรื่องนี้มีการผสมผสานทั้งภาพจากในกล้องและเอ็ฟเฟ็กต์ซีจี ขณะเดียวกันก็มีวามคุ้นตากับตัวละครเพรดเดเทอร์ตัวแรกที่เล่นโดยนักแสดงตัวสูงที่แต่งชุดนั้น ส่วนเพรดเดเทอร์ที่อัพเกรดแล้วจะเป็นคอมพิวเตอร์กราฟฟิค แบล็คเล่าว่า “เราอยากสร้างต้นแบบที่มีความพิเศษและมีวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ที่ดูเนียน การนำเพรดเดเทอร์สู่อีกระดับหนึ่งต้องอาศัยคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ดูมีระดับในแบบที่ดูดีมาก”

เหยื่อพวกเพรดเดเทอร์

เมื่อแบล็คมาร่วมงานด้วย ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของเขาคือเพรดเดเทอร์ต้องใช้ทุนเยอะขึ้น มีขนาดที่ยิ่งใหญขึ้น พร้อมด้วยแอคชั่นที่มากขึ้น และตัวละครต่างๆ ที่มีเสน่ห์มากกว่าหนังสัตว์ประหลาดทั่วไป “ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมความสมจริงหรือเรท R ที่เรามีด้วย เมื่อโผล่หน้าออกมาแล้วเพรดเดเทอร์เหล่านี้ต้องดูดีมีเสน่ห์ เรามีวิธีคุมหนังให้ดูสมจริงและมีการผจญภัยแบบสมัยก่อน ซึ่งเป็นหนังแนวที่เราโตมาด้วยกัน แต่ทำให้มันดูยิ่งใหญ่ขึ้น มีความซับซ้อนและมีความเข้มข้น ซึ่งมันไม่ง่ายเลย   ไม่ให้ดูจืดชืด แต่ต้องเหมือนกับซุปปลารสจัดต่างหาก”

“เพรดเดเทอร์อาจออกมาจากข้างหุบเขาก็ได้ แต่พวกมันก็ดูอยากเล่นด้วยความยุติธรรม” แบล็คกล่าว “พวกมันอยากหาคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน เพราะพวกมันสามารถกระโดด ปีนต้นไม้ พลางตัวได้ จะซ่อนตัวกับเครื่องจักรจนดูอำพรางไปกับทุกสภาพแวดล้อมก็ได้ เราไม่มีทางรู้ว่ามันอยู่ไหนจนกว่าจะเห็นกำแพง หรือเหมือนมีสิ่งมีชีวิตอยู่ หรือเห็นต้นไม้ขยับได้ แล้วตอนนั้นมันก็จะเข้ามาหาเรา พวกมันเหมือนนินจาที่มาพร้อมอาวุธ ทักษะความสามารถและการต่อสู้ พวกมันอยากหาคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อและต้องมีพลังรุนแรงด้วย”

“สำหรับการรักษาต้นฉบับเอาไว้ Predator ต้องมีความน่ากลัว” เด็คเกอร์กล่าว “มันต้องดูถูกคุกคามจากการไล่ล่าตลอดทั้งเรื่อง  มันต้องมีการนองเลือดและเห็นพวกตับไตไส้พุง มันต้องดูน่ากลัวสุดๆ นั่นคือสิ่งที่พวกเราผลักดัน แต่ผมคิดว่าหนังทุกเรื่องต้องมีเรื่องมนุษยธรรมอยู่ด้วย เราต้องใส่ใจตัวละครไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นแบบไหน และนั่นคือเหมายแรกที่เราวางไว้”

เด็คเกอร์เล่าว่า “เชนรู้สึกรักมันและอยากทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนไอเดีย รวมถึงเรื่องราวในแบบที่เราไม่เคยเห็นจากหนังภาคแรก เพรดเดเทอร์ตัวจริงตามต้นฉบับคือสัตว์ประหลาดที่ยอดเยี่ยมสุดตลอดกาล เราอยากใส่ใจและให้ความเคารพในหนัง 2 ภาคแรก ซึ่งเรามีการอ้างอิงลำดับเรื่องราวใน 2 ภาคแรกเอาไว้ด้วย แต่เราก็อยากขยายตำนานออกไปอีก ฉะนั้นทุกอย่างในหนังพวกนั้นจะต้องมีอยู่ แต่เห็นภาพและปริศนาที่เราพยายามแก้ใหญ่โตขึ้น”

เดอะ ลูนีส์

เหล่าฮีโร่คนสำคัญในเรื่อง The Predator รู้จักกันในนาม “ลูนีส์ นำโดยควินน์ แม็คเคนน่า (บอยด์ โฮลบรูค) ที่พวกเขาพบบนรถบัสคุมผู้ต้องขังของทหาร ลูนีส์คือกลุ่มคนที่ผ่านความเจ็บปวดจาก PTSD ซึ่งรู้จักกันในกลุ่มผู้เข้ารับการบำบัด วิลเลียมส์ (เทรแวนต์ โรดส์), โคลอี้ (คีแกนไมเคิล คีย์), แบกซ์ลีย์ (โธมัส เจน), ลินช์ (อัลฟี่ อัลเล็น) และ เน็ตเทิลส์ (ออกัสโต้ อากิเลร่า) วิลเลียมส์เล่าว่า “พวกเขามีความแตกต่างที่เหมือนกันมาก พวกเขาผูกพันกันมายาวนานเหมือนเป็นพี่น้องกัน”

“ลูนี่เป็นคำที่ดูมีเสน่ห์” คีแกน-ไมเคิล คีย์กล่าว “มันออกมาจากลิ้นอย่างมีพลังและสนุกสนาน เชนเป็นคนเซนซิทีฟมาก เขาอยากให้พวกเขาดูเป็นมนุษย์ที่มีจุดอ่อน ไม่เหมือนตัวละครในการ์ตูนไม่ดูเป็นตัวตลก เรามองหาความสมดุลว่าลักษณะท่าทางจะเหมือนกันขนาดไหนก่อนที่จะมาอยู่ค่ายเดียวกัน เชนอยากแน่ใจว่าจะมีอารมณ์ขันในระดับเดียวกัน แต่ไม่อยากให้พวกเขาดูเป็นตัวละครที่มี 2 มิติ อยากให้พวกเขาแสดงความเจ็บปวด หวาดกลัว มีความสงสัยได้ด้วย และขณะเดียวกันก็ปฏิบัติภารกิจได้อย่างดีเยี่ยมด้วย พวกเขาดูไม่เหมาะสมและไม่เป็นที่ยอมรับ พวกเขาไม่รู้ว่ามีโอกาสอีกครั้งในชีวิตเพื่อทำสิ่งนี้ ออกไปต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกกันลำพังเลยดีกว่า ผมคิดว่าพวกเขาดูรักใคร่กัน และคิดว่ามันมีความรู้สึกเหมือน “เฮ้ เรียกญาติฉันแบบนั้นไม่ได้นะ แต่ฉันเรียกได้ พูดกับน้องแบบนั้นไม่ได้นะ แต่ฉันทำได้” แม็คเคนน่าเรียกเราว่าเดอะ ลูนีส์ แต่ถ้าใครเรียกเราว่าลูนี่ เราฆ่าพวกเขาแน่” เขาหัวเราะ” เราจะฆ่าพวกเขาจริงๆ”

เจนเล่าว่า “ลักษณะที่เชนอธิบายให้ฉันฟังคือพวกเขาทำลายทุกสิ่งในสงครามที่พวกเขาต่อสู้ พวกเขาย้อนกลับไปอยู่ในสังคมที่ทำให้พวกเขารู้สึกสมบูรณ์แบบ สมาชิกในสังคมธรรมดา และเกิดปัญหาขึ้นหายอย่าง จะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่มีนักล่าเอเลี่ยนจากอีกดาวหนึ่ง? พวกเขาต้องอยู่ในการผจญภัยครั้งใหญ่ที่มีโอกาสใช้ความสามารถจากที่เรียนมา พวกเขาเจอปัญหาที่หนักหนาสาหัส แต่เวลาที่ต้องจัดการกับศัตรู ทุกเรื่องแย่ๆ หายไปและพวกเขาร่วมมือกันได้อย่างเข้าขา สิ่งที่ฝึกซ้อมมาไม่ได้หายไป มันติดอยู่ในความทรงจำของกล้ามเนื้อ ในจิตวิญญาณ เวลาที่เราทำมันเป็นหลายพันครั้ง”

เจนเล่าว่า “กลุ่มทหารที่ไม่ปกตินี้ไม่สามารถรับมือกับเรื่องปวดหัวร่วมกันได้ถึง 12 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่เวลาที่สถานการณ์คับขันจวนตัว พวกเขายืนหยัดต่อสู้และพร้อมตายเพื่อกันและกัน มันมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นสูงมาก”

“พวกเขาผูกพันกันเพราะไม่มีใครอยู่เคียงข้างพวกเขาแล้ว” แบล็คกล่าว “พวกเขามีกันแค่นี้ กลุ่มนี้เกาะติดกันเพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ลำพัง ความคิดของพวกเขาจะดำดิ่งไปในทางที่แย่ มีเพียงการอยู่ร่วมกับคนอื่นที่จะทำให้พวกเขาเกิดความหนักแน่น และสามารถสร้างพลังขึ้นมาได้อีกครั้งเพื่อเข้าสู่ภารกิจครั้งสุดท้าย ไม่มีใครต้องขออนุญาตหรือออกคำสั่งใคร  พวกเขาพบความเคว้งคว้างอยู่ในตัว พวกเขาจะพูดว่า “ไม่มีใครนึกถึงเราสักเท่าไหร่ ทุกคนมีแต่เขี่ยเราทิ้ง คิดว่าพวกเราเป็นบ้า ฉะนั้นในเมื่อเราเป็นแบบนี้ ทำไมเราไม่ลุยไปกับเรื่องบ้าๆ แล้วฆ่าเจ้านี่ทิ้งซะ”

 

ผู้รับจ้าง

บอยด์ โฮลบรูครับบทควินน์ แม็คเค็นน่า ทหารหน่วยรบพิเศษผู้เกษียณที่มาเป็นผู้รับจ้าง เขาเล่าว่า “เพรดเดเทอร์ต้นฉบับกลายเป็นตำนาน ฉะนั้นจึงถือเป็นเกียรติและเป็นข้อดีที่ได้นำกลับมาหาเชนหลังจากผ่านไป 30 ปี และปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่”

เขาอธิบายถึงตัวละครของเขาว่า “ครั้งแรกที่พบควินน์ เขาไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร เขามีปัญหากับภรรยาและลูก เขาอยู่บนความบาดหมาง เขาถูกว่าจ้างให้ไปแม็กซิโกตอนที่ยานเพรดเดเทอร์พุ่งชน เขาโผล่ที่แม็กซิโกและพยายามนำเครื่องที่เขาเจอกลับไปที่เมือง เขาอยากพิสูจน์แต่ไม่มีใครเชื่อเขา โชคร้ายที่ โรรี่ ลูกชายของเขาที่เป็นคนชอบคิดเพ้อฝันกลับพบมันเข้า จากนั้นจึงเริ่มปะติดปะต่อ โรรี่เริ่มจัดการมันและต่อจิ๊กซอว์เข้าด้วยกันผ่านจินตนาการไร้เดียงสาแบบเด็ก จนทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างขึ้นมา”

โฮลบรูคเล่าว่า “คุณสามารถพักเรื่องตื่นเต้นและบอกว่านี่เป็นเรื่องราวของพ่อลูกก็ยังได้ การผจญภัยของแม็คเคนน่าไม่ได้เริ่มจากการเป็นพ่อธรรมดา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ได้เป็นผู้นำ เป็นคุณพ่ออีกครั้ง และมีจุดมุ่งหมายด้วย จุดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่องคือความเป็นครอบครัวอย่างแน่นแฟ้น แม็คเคนน่าเป็นคนรั้น เขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับโรรี่ยังไง ผมคิดว่าความทุกข์ส่วนใหญ่ของแม็คเคนน่ามาจากความบาดหมางกับเขา เขาไม่เข้าใจความรู้สึกและต้องรับมือกับเรื่องจินตนาการของเขาอย่างยากลำบาก ซึ่งนั่นเป็นข้อด้อยของควินน์ แต่เขาพยายามเพื่อโรรี่จนสุดท้ายได้กลับมาสนิทกัน เราเข้าใจว่าทำไมพวกเขาไม่เข้าใจกัน และจะได้เห็นว่าพวกเขากลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร”

โฮลบรูคเล่าถึงการถ่ายทำวันแรกที่เขากับเพื่อน “ลูนีส์” ปรากฎตัวที่บ้านของควินน์ว่า “เราซ้อมฉากที่ต้องแสดงและคุยกันถึงฉากที่ไม่มีบทพูด จากนั้นเราทานอาหารกลางวันกัน เชนไปที่รถของเขาและเขียนบท จากนั้นเขายื่นกระดาษแผ่นใหม่ให้เรา นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นและสำคัญมาก เขามีมุกตลกโผล่ขึ้นได้ตลอด แต่กลับทำให้ทุกอย่างกลมกลืนมาก เขาถนัดเรื่องแบบนั้นจริงๆ”

โฮลบรูคเล่าว่า “บางครั้งมันรู้สึกเหมือนเป็นหนังที่เล็กมาก เพราะเราทำงานกันในมุมเล็กๆ มีคนมากมาย รู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเล็กๆ จากนั้นเราก็มีฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ มีสถานที่ต่างๆ และถ่ายที่สตูดิโอ จนรู้สึกเหมือนเป็นหนังเล็กที่มีความยิ่งใหญ่!”

เนื่องจากมีการฝึกซ้อมที่เขาเริ่มทำเพื่อถ่ายทำหนังเรื่องที่แล้วของเขา โฮลบรูคจึงมีรูปร่างที่ดูดี เขาเล่าว่าตอนที่แสดงเรื่อง “Logan” เขาพบสตั๊นท์แมนคนหนึ่ง “เขาเป็นอดีตสไนเปอร์ของหน่วยซีล แม็คเคนน่าเป็นทหารกองทัพพิเศษแรนเจอร์ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ผมโชคดีที่ได้ออกไปเที่ยวกับเขาและเขานัดผมที่ชายหาดตอนตี 5 อยู่ในน้ำ วิ่ง และฝึกซ้อม ผมต้องทำแบบนั้นอยู่หลายเดือน สิ่งที่ผมเชื่อมั่นคือนั่นเป็นการเตรียมตัวสำหรับการเป็นคนๆ นั้น มันมีการทดสอบเพื่อกลายเป็นคนประเภทนี้ขึ้นมา ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่ต้องเข้าถึงความรู้สึกนั้นและพวกเขาก็มีอารมณ์ขันมากด้วย เป็นกลุ่มคนที่น่าทึ่งจริงๆ”

นักวิทยาศาสตร์

โอลิเวียร์มันรับบทนักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการ ดร.คาซีย์ แบร็กเค็ตต์ มันน์เล่าว่า “คาซีย์เป็นคนที่เก่งที่สุดในด้านนั้น โดยเฉพาะเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการค้นคว้าการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต เธอเคยทำงานให้ซีไอเอและรัฐบาลแถวหน้าด้วยหากต้องการข้อมูลเรื่องสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดอื่นๆ ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เธอรอมาทั้งชีวิต ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทุกอย่างเกิดขึ้นกระทันหัน พวกเขาต้องการความเชี่ยวชาญจากเธอ นั่นคือสิ่งที่เธอไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเลย”

มันน์เล่าว่า “มันเป็นเรื่องที่เธอเฝ้ารอมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายมันกลับน่ากลัวและเหมือนความฝัน มันจุดประกายบางสิ่งในตัวเธอ ถือเป็นข้อสรุปเรื่องการศึกษาของเธอ เธอตามล่าและอยากจับเพรดเดเทอร์ตัวนี้ เธออยากทำการศึกษาอย่างใกล้ชิด สื่อสารพูดคุยและสัมผัสมัน แต่ขณะเดียวกันเธอก็ต้องวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด มันมีทั้งความสนุกและความกลัวสุดขีด”

มันน์เล่าวว่า “การร่วมงานกับเชน แบล็คถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่อยากมาร่วมงานในเรื่องนี้ เชนเขียนผลงานในยุค 80 เอาไว้ เขาคือผู้รู้เห็นในยุค 80” แต่ครั้งแรกที่คุยกันเรื่องการมาร่วมงานในหนังเรื่องนี้เธอกลับปฏิเสธ มันน์ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครนอกจากเป็นผู้หญิงที่มารับบทนำ “ปกติในหนังฟอร์มยักษ์แบบนี้ เธอต้องมีเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความรัก ฉันเลยตอบไปว่าไม่ ขอบคุณค่ะ แต่พวกเขากลับมาและพูดว่าเชนนอยากพบคุณ เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์และไม่มีเรื่องความรักอะไรเลย ฉันเลยไปเจอเชนค่ะ ฉันรักเขาและพลังในตัวเขา ลักษณะการทำงานของเขา ขณะที่นี่เป็นหนังฟอร์มยักษ์ก็รู้สึกเหมือนเนหนังอินดี้ด้วย เพราะเชนเป็นทั้งนักแสดงและผู้กำกับฯ นี่เป็นการร่ววมงานกันครั้งใหญ่ พวกเรามีทั้งความสนุกให้ทำและรักษาช่วงเวลานั้นไว้ ฉันไม่เคยเห็นหนังฟอร์มยักษ์เรื่องไหนที่ทำงานกันอย่างใกล้ชิดในระดับนี้เลย”

มันน์เล่าว่าตัวละครของเธอได้แรงบันดาลใจมาจากหลายคน รวมถึงสมาชิกในครอบครัวด้วย “ฉันเป็นชาวอเมริกันยุคแรกค่ะ ครอบครัวของฉันเป็นชาวจีนแต่มาจากเวียตนามในช่วงที่สงครามสงบแล้ว พวกเขาไม่มีเงินเลยตอนที่มาอเมริกา แต่พวกเขาเดินทางมามีแม่ของฉันและพี่น้องอีก 8 คนเพื่อเรียน จนกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ อาจารย์ และนักวิศวกรรม” มันน์เล่าว่าคาซีย์ได้แรงบันดาลใจมาจากลูกพี่น้องลูกที่ไม่สามารถทำงานได้ทั่วโลก “เราไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่เรารู้ว่าเธอท่ามกลางอันตรายที่เธอเป็นที่ต้องการมากที่สุด หลายอย่างในตัวละครฉันอิงมาจาก แองจี้ ลูกพี่ลูกน้องของฉันที่หลงใหลในสิ่งที่เธอทำและนั่นคือสิ่งที่ผลักดันชีวิตเธอ”

 

ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ

เทรแวนต์ โรดส์ ผู้รับบทวิลเลียมส์รู้สึกกลัวตอนดูเพรดเดเทอร์ต้นฉบับสมัยที่เขายังเป็นเด็ก เขาเล่าว่า “ผมไม่เคยดูหนังผีเลยจนอายุ 7 ขวบเพราะหนังเรื่องนั้นหรือเพราะแฟรนไชส์นี่ล่ะ ผมฝันร้ายไปตั้งหลายวัน” จากความกลัวครั้งนั้นทำให้โรดส์รู้สึกตื่นเต้นกับไอเดียของเชน แบล็คที่หวนคืนสู่แฟรนไชส์ในอีก 30 ปีต่อมา “ไอเดียของการร่วมงานกับคนที่เคยเป็นนักแสดงในภาคแรก ได้กลับมารับบทสำคัญในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมากของชีวิต”

โรดส์รู้สึกสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับทหารหลังสงคราม “ผมมีโอกาสได้ร่วมสร้างไอเดียที่ต้องสูญเสียคนของผม วิลเลียมส์เป็นกัปตันได้รับข่าวร้ายและทุกคนถูกฆ่าตาย เขาเลยต้องอยู่กับเรื่องราวนั้น จากนั้นเขาได้พบกับคนที่ต่อสู้เพื่อปกป้องครอบครัวและลูกของเขา มันเป็นเรื่องราวดีๆ ได้เห็นความรักที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนั้น วิลเลียมส์อยากสัมผัสความรู้สึกของครอบครัวแบบนั้นมานานแล้ว เพราะเขาไม่มีครอบครัว การดึงอารมณ์และถ่ายทอดมุมมองส่วนตัวนั้นออกมาถือว่าเป็นเรื่องยาก ต้องถ่ายทอดสิ่งที่เขาตามหามาตลอดเวลา”

ตัวละครของเขามีชื่อเต็มๆ ว่าเกย์ลอร์ด นีบราสก้า วิลเลียมส์ “แต่เขาไม่ชอบคำว่าเกย์ลอร์ดสักเท่าไหร่นัก” โรดส์กล่าว เขาเป็นนายจ่าของกลุ่มกองทัพอากาศภาคพิเศษ”

วิลเลียมส์ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับวิคตอเรีย ดาวน์ หัวหน้าแผนกเมคอัพเพื่อสร้างรอยสักที่มีความละเอียดของตัวละครขึ้นมา แต่ละรอยสักมีความหมายต่อนักแสดง ทุกคนได้แรงบันดาลใจจากรอยสักของทหารผ่านศึกตัวจริงที่เขาพบที่โรงพยาบาล V.A. ช่วงที่หาข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร “แต่ละรอยสักมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตของเขา” โรดส์กล่าว แต่ละนิ้วจะมีตัวอักษรที่สะกดได้ว่า “ขอโทษ” เขากล่าว “ในความคิดผมเหมือนเขาขอโทษกองทัพที่ถูกกฆ่า มันมีเครื่องหมายคำถามอยู่ที่ข้อมือของเขา เพราะเขาพยายามฆ่าตัวตายและนั่นคือสิ่งที่กำลังคิดอยู่” เขามีรูปเกลียวตะขอพันรอบแขนพร้อมชื่อสมาชิกในหน่วยของเขาและธงชาติอเมริกัน เขามีคำว่า “DNR” เพื่อสื่อว่าช่วยชีวิตไม่ได้ “เขามีรูปปืนไรเฟิลอยู่ที่ปลายแขนด้วย นั่นเป็นรอยสักแรกที่เขามีเพราะตอนนั้นอายุ 18 ปีและมันก็ดูเท่ดี” วิลเลียมส์เล่าว่าการมีรอยสักช่วยเน้นเรื่องการแสดงของเขาได้ “มันดูเท่แต่ก็มีความหมายต่อจิตใจ ถ้ามันดูสมจริงสำหรับเรา มันก็จะดูสมจริงสำหรับผู้ชมด้วย”

สำหรับการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครของเขา โรดส์ได้พบกับทหารผ่านศึกหลายคนที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ “ผมมีโอกาสคุยกับกลุ่มคนที่น่าทึ่งมากครับ”

ส่วนเรื่องของลูนีส์ก็ไม่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะให้ดูน่าเหยียดหยาม โรดส์เล่าว่า “มันเป็นการพยายามผ่อนคลายสถานการณ์จากเรื่องเลวร้าย วิธีที่ดีที่สุดคือการแทรกมุกตลกเข้าไป มุกตลกที่ดีที่สุดก็มาจากความเจ็บปวด จริงมั้ย? ตัวละครของผมพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่บ้ามาก เข้าใจใช่มั้ยครับ? แต่คนเหล่านี้เป็นเหยื่อจากความเจ็บปวดหลังเหตุการณ์แย่ๆ และพวกเขาจะเป็นคนแรกที่บอกว่าพวกเขาเพี้ยน แต่เราก็เพี้ยนอย่างมีขอบเขต และพยายามผ่อนคลายความกลัวที่เราสัมผัสได้ในทุกวัน”

โรดส์มีความแตกต่างในเรื่องประโยคที่ชอบพูดบ่อยๆ ในหนังต้นฉบับ “ขึ้นคอปเตอร์” แต่มันเยอะเกินไปจนกลายเป็น “คอปเตอร์” ในหนังเรื่องนี้ เขาเล่าว่า “มันดูมีน้ำหนักกว่าเยอะ ไม่ได้กดดันเลย! มันดูมีสีสันกว่าเยอะเลย”

เพื่อนรักเพื่อนร้าย : คอยล์ และ แบกซ์ลีย์

“เชน แบล็คคือคนที่สร้างแนวคู่หูตำรวจอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้” คีแกน-ไมเคิล คีย์ ผู้รับบทคอยล์กล่าว “และทำให้คิดต่อไปว่าเขายังมีความสามารถแบบนั้นอยู่ ฉะนั้นการที่เขาสามารถถ่ายทอดความพิเศษสู่ซีรีส์ Predator ได้มันมีความชัดเจนและทำให้ผมอยากมาร่วมงานด้วย”

คีย์เล่าว่า “สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นสุดในการรับบทบาทเป็นการรับบทคนที่มีความเจ็บปวด ดึงตัวเองออกจากชีวิตที่มีความปกติ กลายเป็นคนต่อต้านชีวิตที่เขาเคยมีตอนที่เป็นทหาร มันมีความสร้างสรรค์มาก ความรู้สึกนี้ทำให้บอยล์มีความอ่อนไหวและต้องแสร้งทำเหมือนมีความกล้าหาญ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักแสดง อารมณ์ขันเปรียบเสมือนสิ่งป้องกัน คอยล์อยู่กับกลุ่มสสุภาพบุรุษที่บำบัดจิตใจหลังผ่านเรื่องเลวร้ายในเหตุการณ์ต่างๆ มีความซึมเศร้าและกระทบกระเทือนจิตใจหลังจากช่วงสงคราม สิ่งเดียวที่ทำให้เขาผ่านมาได้คือการเล่ามุกสัปดน ผมคิดว่าเขาอยากเรียกเสียงหัวเราะที่จะช่วยดึงอารมณ์ของเขาขึ้นมาได้”

ผู้ที่มารวมตัวกับแบล็ค คีย์ และโธมัส เจนคือผู้รับบทแบกซ์ลีย์ ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวตัวละครของพวกเขา คีย์สเล่าว่าพวกเขาอยู่ที่ Desert Shield การต่อสู้ครั้งแรกของอิรักที่พวกเขาต้องปกป้องประเทศคูเวต “คอยล์และแบกซีย์อยู่ในตำแหน่งผู้นำทั้งคู่ พวกเขาเคยเป็นทหารเรือระดับล่าง ส่วนคนอื่นที่อยู่ในกลุ่มบำบัดก็มีความพิเศษกว่าพวกเขานิดหน่อย”

อดีตที่ผ่านมามีความสลด คอยล์กำลังขับยานที่มีน้ำหนักเบา และระหว่างการต่อสู้เขาหมุนตัวและสาดอาวุธใส่พาหนะอื่นของกองพลจนเกินความเสียหาย ทุกคนที่อยู่ในนั้นเสียชีวิตหมดยกเว้นแบกซ์ลีย์ “มีการสอบสวนมายาวนานหลายปี” คีย์กล่าว “ไม่มีช่วงให้เขาได้เยียวยาจิตใจจากโศกนาฎกรรม เพราะเขาต้องถูกสอบสวนตลอด มุกตลกเหมือนเป็นยาสมานแผลหรือสิ่งบำรุงจิตใจ แต่ไม่สามารถเยียวยาความเจ็บปวดที่อยู่ในใจเขาได้” คอยล์และแบกซ์ลีย์เกิดความผูกพันกันอย่างไม่น่าเชื่อ “เราผ่านเรื่องราวที่ต่างกัน 2-3 เรื่องที่อธิบายได้ว่าเราผูกพันกันได้ยังไง นั่นคือสิ่งที่เรียกความสนใจจากเชนที่สุด”

เจนเล่าว่า “พวกเขาเกลียดกัน แต่ก็ใช้เวลาร่วมกันในศาลมานานหลายปี สุดท้ายก็มีคนหนึ่งพูดว่า “เฮ้ ไปกินกาแฟกันมั้ย? จากนั้นก็เริ่มสนิทกัน”

“เชนเป็นคนตั้งใจค้นหาความสมจริง และนั่นคือสิ่งที่แสดงออกให้เห็น” คีย์กล่าว “ผมรู้สึกว่าเขาทำทุกอย่างที่ทำให้  THE PREDATOR ออกมาแบบ ‘โอเค เรากำลังเปลี่ยนโลกใบนั้นนิดหน่อย เพรดเดเทอร์พวกนี้มีอยู่ในโลก แล้วเราจะทำให้มันดูเหมือนสารคดียังไง? มันเป็นสารคดีที่แปลกประหลาด นั่นคือจุดเด่นของเขาที่พูดว่า ‘ผมอยากให้มันสนุกสนาน อยากให้มีความตื่นเต้น แต่ก็อยากให้ดูสมจริงด้วย’ มันต้องมีรายละเอียดที่สมจริง เป็นมนุษย์ที่มีความผิดพลาด โดยเฉพาะเดอะลูนีส์ เพราะพวกเขามีบาดแผล พวกเขาคืนสังเวียนได้อย่างรวดเร็วตอนที่ต้องสู้กับนักรบที่เก่งที่สุดในจักรวาล”

โธมัสเล่าว่า “การสร้างสัตว์ประหลาดพวกนี้ขึ้นมาต้องพิถีพิถันมาก มันไม่มีเขียนไว้ในบทมากนัก เพราะมันใส่ความเป็นพวกเราเอาไว้เยอะมาก ถ้าเราเขียนมันลงไปแล้วทุกคนจะพูดว่ายังไง เราคงมีบทที่ยาว 250 หน้า เชนเขียนบทและสร้างมันยาวพอที่จะตัดบทพูดออกไปได้เยอะ เราคงต้องตัดมันสักวันหรือไม่งั้นเชนก็ต้องตัด เชนจะบอกเราว่าเขาอยากให้ทุกคนพูดอะไร และนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนกลุ่มคนที่ผ่านเรื่องราวไม่ธรรมดามาจริงๆ”

เจนเล่าถึงการพูดดคุยกับแบล็คว่าแบลกซ์ลีย์เข้าไปหาคอยล์แล้วฆ่าทุกคนเว้นเขาได้อย่างไร “เขาเล่าว่า “ตัวละครของคุณมีอาการโทเรต์” ผมเลยไปค้นคว้าและปรากฎว่ามันเป็นอาการผิดปกติจากการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเจอเรื่องที่กระทบกระเทือนอารมณ์ เราจะเกิดอาการของอีกโรคหนึ่ง ซึ่งมันเกิดขึ้นได้กับโทเรต์ ผมเลยมีอากรรแบบนั้นหลังจากเจอเรื่องราวนี่ ส่วนแบกซ์ลีย์เป็นคนที่มีอาการ OCD นิดๆ ในช่วงแรกก็ต้องพัฒนาอาการผิดปกติจากการเปลี่ยนแปลง คอยล์รู้สึกผิดมากขึ้น ส่วนแบกซ์ลีย์อยากฆ่าผู้ชายคนนี้ที่ทำให้เขาเป็นบ้า แต่อีกใจก็รักเขา เรามีอะไรหลายอย่างให้เล่นกับเขา”

“โธมัส เจนศึกษาอาการ Tourette อย่างหนักว่ามีเสียงและลักษณะแบบไหน” แบล็คกล่าว “ตัวละครนั้นเอาปืนวางที่มีเขา และมันระงับอาการ Tourette ได้เพราะมันย้อนกลับไปที่กระแสประสาท: “ผมพูดรู้เรื่องมากขึ้นเวลาที่ปืนอยู่ในมือ เพราะผมได้ย้อนกลับไปอยู่กับสิ่งที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี”

 

นักบิน

ออกัสโต้ อากิเลร่า ผู้รับบทเน็ตเทิลส์ที่มีความซับซ้อนเคยดู Predator ภาคต้นฉบับตอนที่เขายังเป็นเด็ก “ผมจำได้วาดูกับพี่น้องของผม จากนั้นก็แต่งตัวแบบนั้นกัน เรามีปืนของเล่น (ย้อนไปในช่วงที่การให้ปืนของเล่นเด็กเป็นสิ่งเหมาะสม!) และวิ่งไปทั่วบ้านไล่ยิ่งกัน” เขายอมรับว่ามันสร้างความประทับใจให้เขา “รู้สึกว่าเป็นชายชาตรีใน 90 นาที” สำหรับอากิเลร่า การรับบทในเรื่อง THE PREDATOR เหมือน “การได้ย้อนกลับไปเป็นเด็ก ผมได้ทำทุกอย่างจริงๆ และได้ยิงปืนของจริงด้ย มีเสียงดังจริงๆ และผมไม่เอาปืนมาใส่ปากด้วย! จะปฏิเสธหนังแบบนั้นได้ยังไง?”

“เชน แบล็คคือฮีโร่ของผมเลยครับ” อากิเลร่ากล่าว ในการพัฒนาตัวละครของเขาได้เล่าให้ฟังว่า “เชนบอกกับผมว่าจะทำอะไรก็ได้  ผมชอบที่ได้ยินแบบนั้นและรู้สึกตื่นเต้นมาก เรานั่งคุยกันหลายชั่วโมงว่ามองเน็ตเทิลส์แบบไหน เน็ตเทิลส์เป็นนักบินที่เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ และเป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บทางสมอง เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำสิ่งที่เขารู้จักเป็นอย่างดีและเป็นสิ่งที่เขาอยากทำที่สุด เชนกับผมรู้สึกว่ามันสำคัญมากที่ต้องเข้าถึงประเด็นที่พวกเขาถูกรัฐบาลและกองทัพทอดทิ้ง และโดยเฉพาะจากสังคม เพราะเน็ตเทิลส์มีอาการข้างเคียงจากเหตุการณ์นั้น เขาไม่สามารถเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ได้อีก เขาเลยถูกตัดหางปล่อยวัด มันเจ็บปวดและน่าอายมากครับ”

“เชนไม่ได้ให้นิยามลูนีส์ในทางที่ไม่ดี” เขากล่าว “มันมีช่วงที่เราถูกเรียกว่าลูนีส์โดยแม็คเคนน่า แต่หลังจากที่เราเรียกตัวเองแบบนั้น บางทีเราก็แกล้งกันเพื่อไม่ให้รู้สึกอับอายหรือขายหน้า ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เชนเคยสร้างไว้ มันเหมือนเป็นการละลายพฤติกรรมในแบบที่เราคิดว่าคนอื่นจะมองเราแบบไหน”

ผู้ส่องดวงดาว

เพรดเดเทอร์เคยเดินทางมายังโลกและไล่ล่ามนุษย์มาแล้ว แต่ครั้งนี้จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป รัฐบาลได้แต่งตั้งหน่วยงานมาทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์จากการโจมตีของเพรดเดเทอร์ โปรเจ็กต์ผู้ส่องดวงดาว

มีการคิดค้นกันในห้องแล็บของรัฐบาลที่ไฮเทคและเป็นความลับสุดยอด ซึ่งมีการศึกษาเพรดเดเทอร์ที่เคยจับตัวได้ เด็คเกอร์เล่าว่า “แต่ที่ผ่านมาเหมือนรัฐบาลให้การปฏเสธ พวกเขาเลยส่งไปให้ซีไอเอจัดการ” แต่เมื่อเทรเกอร์ที่รับบทโดยสเตอร์ลิ่ง เค. บราวน์มารับหน้าที่ เขาแอบแอบจัดตั้ง Stargazer ขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์จากเทคโนโลยีเกี่ยวกับเพรดเดเทอร์

บราวน์เล่าว่า “บทมีความแตกต่างจากต้นฉบับมากครับ “มีความผ่อนคลายและมีการเล่นมุกเยอะขึ้น และยากที่จะตัดสินได้ว่าใครเป็นคนดีและใครเป็นคนดี เทรเกอร์เป็นตัวลครที่แตกต่างจากตัวละครอื่นที่ผมมีโอกาสได้แสดง เหมือนผมมีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ให้ทุกคนและอยากคว้าโอกาสนั้นไว้ ผมชอบไอเดียของการแสดงเป็นคนที่ไม่ได้เลวร้ายแต่ไว้หนวด แต่เขามีจุดหมายบางอย่าง ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆ จนล่อตาล่อใจผม” เขาเล่าถึงมิตรภาพระหว่างเทรเกอร์กับผู้ส่องดวงดาว

ว่าเริ่มจากการคิดถึงคนอื่นและอยากสร้างประโยชน์ให้มนุษย์มากที่สุด พอเขาเห็นว่าตัวเองไม่สามารถรับผิดชอบได้อีกต่อไป เขาถามว่า “อย่างน้อยขอทำอะไรเพื่อตัวเองได้มั้ย? เขามองเห็นโอกาสสำหรับตัวเอง”

ระหว่างถ่ายทำฉากหนึ่งกับโอลิเวีย มันน์ที่เทรเกอร์พยายามขู่คาซีย์ บราวน์เล่าว่าได้ขอแบล็คในสิ่งที่เขาคิดไว้ เขาน่าจะทำเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้มัน “ผมบอกว่า “ผมจะลองทำบางอย่างที่เต็มที่ซึ่งมันอาจจะดูไม่เหมาะสม” เชนตอบว่า “นั่นคือสิ่งที่ผมชอบ”

บราวน์เล่าว่า “ผมคิดว่าเชนยอมรับว่าบทก็เหมือนแบบแผน และเราอยากสร้างบางอย่างขึ้นมาเพื่อผู้ชม สร้างเรื่องราวและพล็อตเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่เขาก็ปล่อยให้นักแสดงได้มีความกล้า แสดงความต้องการออกมานอกบท ได้ทำสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าดูสมจริงและเหมาะกับช่วงนั้น มันเป็นการผสมผสานกันระหว่าง 2 สิ่ง ซึ่งถือเป็นระบบการทำงานที่ดีเยี่ยม เขาทำให้เรารู้สึกสบายและมอบอิสระในการแสดงภายใต้กรอบที่วางเอาไว้”

 

เด็กๆ

“เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้น่าจะนักแสดงที่เชื่อถือได้มากที่สุด” แบล็คพูดถึงจาค็อบ เทร็มเบลย์ที่มารับบทโรรี่ “เขาแสดงเทคเดียวผ่านฉลุย” แบล็คเล่าถึงช่วงที่พวกเขามีเวลาจำกัด พวกเขารู้สึกกังวลว่าหนูน้อยเทร็มเบลย์จะแสดงบทของเขาได้มั้ย “เราได้ทั้ง 3 ฉากเลยเพราะเขาแสดงทุกฉากออกมาได้เพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่เทคแรก!”

โรรี่เป็นลูกชายของควินที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ สำหรับการศึกษาบทบาทของเขา เทร็มเบลย์และแบล็คใช้เวลาเยี่ยมชม anucks Autism Network องค์กรตั้งอยู่ที่แวนคูเวอร์ ที่นั่นจัดโปรแกรมกีฬาและสันทนาการสำหรับผู้มีความผิดปกติทางอารมณ์ “เราผูกมิตรและออกไปข้างนอกกับเด็กบางคน” เทร็มเบลย์กล่าว “เราเล่นบอร์ดเกมด้วยกันและอบคุกกี้ การพบเด็กที่มีความผิดปกติช่วยให้ผมเรียนรู้ว่าโรรี่เป็นแบบไหน จะแสดงยังไง และเขามีท่าทางยังไง หลังจากไปที่นั่นผมกับเชนก็คุยกันเรื่องนั้นจนได้ตัวละครขึ้นมา”

“โรรี่ชอบเล่นหมากรุกและชอบโดนแกล้ง” เทร็มเบลย์กล่าว “เขาออกไปอยู่ห้องใต้ดินซะส่วนใหญ่ เขาเป็นคนฉลาด ชอบสร้างสิ่งต่างๆ และแก้ปริศนา ห้องใต้ดินเหมือนเป็นที่ปลอดภัยของโรรี่ เขาได้เป็นตัวของตัวเอง เขามีของเล่นเจ๋งๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างพวกหุ่นยนต์ยักษ์ เขามีโต๊ะเล่นหมากรุกและทีวี 4 เครื่อง มีทุกอย่างที่เด็กผู้ชายต้องการเลยครับ”

โรรี่มีพรสวรรค์ด้านการแก้ปริศนา ซึ่งช่วยให้เขาเข้าใจภาษาของเพรดเดเทอร์ “เขาเก่งเรื่องการแก้ปริศนาเพรดเดเทอร์สุดๆ” เขากล่าว

 

มรดกสืบทอดจากครอบครัว

เจค บูซีย์ รับบทโดย ดร.ฌอน คีเยส นักวิจัยวิทยาศาสตร์เป็นผู้ศึกษาเพรดดิเทอร์ที่ Project Stargazer เขาเล่าว่า “มันเป็นการศึกษากันอย่างลับๆ เกี่ยวกับเอเลี่ยนพวกนี้ ผมไม่รู้ว่าผู้ส่องดวงดาวนับว่าเป็นดีหรือไม่ดี”

ฌอนเป็นลูกชายของปีเตอร์ คีย์ส นักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลใน Predator 2 รับบทโดยแกรี่ บูซีย์ พ่อของเจค “ฌอนรับหน้าที่สืบทอดต่อจากครอบครัวของคีย์สในโลกของ Predator” บูซีย์น้อยกล่าว

ส่วนบูซีย์คนโตปรากฎในเรื่อง Lethal Weapon และลูกชายของเขารู้จักกับแบล็คมานานหลายปี “เขาโทรหาผมเป็นการส่วนตัวและการชวนผมมาอยู่ในหนังของเขาถือเป็นเกียรติอย่างสูง ระหว่างที่ผมเจริญรอยตามพ่อ นี่ถือว่าเป็นย่างก้าวใหม่!  มีหลายบทบาทที่ผมโชคดีที่ได้แสดง แต่การรับบทลูกชายของตัวละครที่พ่อผมเคยแสดงไว้มันรู้สึกอุ่นใจมาก! เหมือนได้เล่นเป็นตัวเองในโลกแห่งจินตนาการ โดยตามประสาพ่อลูกแล้วเราจะเห็นว่าลูกส่วนใหญ่จะไม่แข่งหรือเลียนแบบพ่อตัวเอง พวกเขาจะพยายามสะท้อนไปอีกทิศทางหนึ่ง ตัวละครของพ่อผมคือปีเตอร์ คีย์ส มีทั้งความเข้มข้น ตื่นเต้น และรุนแรง ฌอนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความซื่อสัตย์มากกว่า เขาพยายามค้นหาความจริง ทำไมพ่อถึงถูกฆ่า? มันมีผลกระทบกลับมาหลายอย่าง แต่ผมพูดได้เลยมันไม่ง่ายเลยที่จะมารับบทเป็นลูกชายของพ่อ เพราะนั่นคือสิ่งที่ใกล้ชิดกับผมาก มันยากที่จะสวมรอยแกล้งเป็นอีกตัวละครหนึ่ง เพราะนั่นคือตัวผม เราจะทำยังไงได้? มันยากมากเลย”

แต่บูซีย์ไดเล่าว่า “ผมรู้จักเชนมาพักหนึ่งแล้วและอยากอยู่ในหนังของเขาสักเรื่องหนึ่ง และนั่นคือ Predator รวมถึงภาคต่อที่พ่อของผมแสดงเอาไว้ ถือว่าเป็นการรวมสิ่งดีๆ ไว้ในเรื่องเดียว ผมตื่นเต้นมากที่ได้แสดงในเรื่องนี้”

เดอะ เพรดเดเทอร์

เดอะ เพรดเดเทอร์แสดงครั้งแรกโดยไบรอัน ปรินซ์ สูงขนาด 6 ฟุต 9.5 นิ้ว รับบทแสดงนำโดยผู้ชำนาญด้านพาร์คูร์ เมื่อเขาสวมชุดเพรดเดเทอร์แล้ว ดูเขาสูงเกินกว่า 7 ฟีตไปเลย

“พวกเขาบอกผมว่าต้องเตรียมตัวรับอะไรบ้าง” ปรินซ์กล่าว “เพราะสวมชุดแล้วจะร้อนมาก ร้อนสุดๆ เลยและอึดอัดด้วย แต่ผมเดินทางมาจากจอร์เจีย สภาพอากาศร้อนชื้นอยู่แล้วในช่วงฤดูร้อน ผมเลยคิดว่ารับมือไหว แต่มันร้อนกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ!”  มีอย่างหนึ่งที่เซอร์ไพรส์ปรินซ์คือความช่วยเหลือทั้งหมดที่เขาต้องการ ไม่ใช่แค่เรื่องใส่ชุด แต่ตลอดทั้งวันเวลาที่เขาต้องสวมชุดนั้นเลย “ผมมีทีมงานทั้งหมดที่น่าทึ่งมาก ผมจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีเขา ผมงอตัวและหยิบจับอะไรไม่ได้ จะกินหรือดื่มน้ำก็ไม่ได้เลย ผมจะทำอะไรได้!”

ระหว่างที่ปรินซ์ต้องแสดงฉากผาดโผน เขาเป็นมือใหม่ด้านการแสดงและไม่ชินกับการเตรียมตัวถ่ายทำเป็นเวลานาน “มันมีช่วงที่ผมต้องสวมชุดเต็มตัวและรู้ตั้งใจว่าจะมาซ้อมกัน ผมพร้อมแล้ว จนผ่านไปหลายชั่วโมง ผมนั่งนุดนั้นและไม่อยากสวมชุดนั้นทำงานอีกแล้ว หรือแม้แต่จะนั่งเก้าอี้พักผ่อนก็ตาม ท่อนหัวมีน้ำหนัก 11 ปอนด์ ช่วงลำตัวมีขนดา 50 ปอนด์! ผมพยายามหาทางทำตัวให้สบายและทุกคนคิดว่าผมชิลอยู่ แต่ผมกำลังพยายามอยู่!”

การมองเห็นและการฟังเสียงก็เป็นอุปสรรคเช่นกัน หัวอันหนึ่งจะมีชิ้นส่วนเครื่องยนต์ มีพวกอุปกรณ์อยู่ด้านในเพื่อใช้ขยับใบหน้าของเพรดเดเทอร์ และปรินซ์ต้องสวมคอนแทคเลนส์สีสว่างทำให้มองเห็นทุกอย่างเป็นภาพขุ่นๆ

หน้ากากผลิตขึ้นจากโมลด์ศีรษะของปรินซ์และจะมีขนาดพอดีเป๊ะ ปรินซ์เล่าว่า “หน้ากากมีขนาดพอดี แต่ก็ไม่ถึงกับแน่นมาก ในช่วงที่ผมต้องขยับอะไรเร็วๆ หน้ากากจะขยับและขีดข่วนจมูกของผม นั่นเป็นส่วนสำคัญของการขยับเลย”

อเล็ค กิลลิส และ ทอม วูดรัฟ จูเนียร์ เจ้าของร่วมแห่ง Amalgamated Dynamics ดีไซน์เนอร์และผู้สร้างชุดเพรดเดเทอร์ที่ปรินซ์สวมใส่ กิลลิสและวูดรัฟเคยร่วมงานกันในหนังต้นฉบับของสแตน วินสตัน กิลลิสเล่าว่า “เหตุผลที่เพรดเดเทอร์ประสบความสำเร็จเพราะมันอิงจารูปร่างของมนุษย์ เราเริ่มจากรูปร่างของนักแสดง เรายึดตามสัดส่วนของไบรอัน เราพยายามไม่ตัดชุดให้ใหญ่เกินไปเพราะการเคลื่อนไหวคือสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกันกับใบหน้า เราอาศัยมนุษย์ที่อยู่ข้างในเป็นหลัก”

น้ำหนักช่วงหัวอยู่ที่ระหว่าง 7-9 ปอนด์ “รวมสิ่งที่ทำให้ดูน่ากลัวและพวกของเหลวอาจถึง 10 ปอนด์” กิลลิสกล่าว เขาเล่าถึงเรื่องที่บอกปรินซ์ว่า “นี่เป็นโอกาสเดียวของชีวิต คุณต้องสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็น 1 ในผู้ที่เคยรับบทเพรดเดเทอร์  และยังไงมันก็เป็นเรื่องลำบากแน่นอน”

กิลลิสและวูดรัฟต่างเป็นนักเชิดหุ่น การแสดงออกทางใบหน้าของเพรดเดเทอร์ต้องอาศัยการสร้างการเคลื่อนไหวมาผสมผสานด้วย กิลลิสเล่าว่า “พวกเรา 3 คนต้องช่วยกันเรื่องใบหน้าที่อยู่ด้านนอก ช่วงขากรรไกรมีความซับซ้อนมาก คนนึงจะควบคุมขากรรไกรด้านบนและอีกคนควบคุมขากรรไกรด้านล่างยังไง?”

ทอม วูดรัฟ จูเนียร์ เล่าถึงตอนเห็นรูปตัวเองและเพื่อนร่วมงานในฉากภาพยนตร์เรื่องอื่นว่า “คุณจะบอกได้เลยว่าเราสร้างใบหน้าพวกนี้จากสิ่งที่เราช่วยกันควบคุม เพราะนั่นคือวิธีบังคับหุ่น มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำคนเดียวได้ เรามีคนบังคับขากรรไกรด้านล่าง มีคนควบคุมเรื่องกรามและคิ้ว พวกเราต้องโฟกัสทุกอย่างเป็นพิเศษ มันมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นเมื่อมองลึกเข้าไป นั่นคือเหตุผลที่ในภาพจะทำหน้าตาประหลาด เราต้องมองลีกลงไปและรับมือกับบทบาทนั้น เราอยู่ในตัวละครนั้น เราอยากให้การเคลื่อนไหวดูมีชีวิตชีวา แต่ก็ต้องสนใจเรื่องในฉากด้วย”

วูดรัฟเล่าเสริมว่า “การสร้างสิ่งมีชีวิตเราคิดว่าตัวเราเป็นผู้สร้างตัวละครขึ้นมา” วูดรัฟต้องรับบทเอเลี่ยนในบางฉากของเรื่อง Alien และ AVP เขาเลยรู้ว่ามันยากสำหรับนักแสดงที่อยู่ด้านในขนาดไหน “หัวมีขนาดไม่เบาเลย เรามองเห็นภาพได้ไม่ชัดเท่าไหร่ เราต้องสวมคอนแทคเลนส์ เราต้องมองผ่านช่องแสดงเอ็ฟเฟ็กต์และไม่เห็นภาพที่อยู่ข้างๆ เลย เวลาเปิดมอเตอร์ที่อยู่ในหมวกไฟเบอร์กลาส มันแทบไม่ได้ยินอะไรเลย สมองทำงานได้อย่างดีเยี่ยมมาก มันยากมากใน 2 ระดับ ยากเพราะเราต้องอยู่ในชุดนั้นและเราแทบอยากจะพูดว่า “เอาหัวนี่ออกไปที ขอเวลาพักหน่อย” ช่วงเวลานั้นผ่านไป 25 นาที จนถึงตอนถอดหัวออกเราได้ตากอากาศราว 5 นาทีก็ต้องกลับมาใส่ มันต้องใช้ความอดทนและรับผิดชอบมาก เราไม่อยากหยุดการถ่ายทำตอนนั้น มันยากมากครับ เหมือนเรากำลังแบกภาระเอาไว้เลย”

ชางกรีล่า

ในเรื่อง THE PREDATOR ควินน์และเดอะ ลูนีส์สนิทกันอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกลุ่มกองกำลังต่อสู้ที่พร้อมไล่ล่าเอเลี่ยน สำหรับการช่วยนักแสดงพัฒนาเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร การถ่ายทำได้สร้างชางกรีล่าขึ้นมา ชางกรีล่าเป็นชื่อเล่นที่สื่อถึงความรักสำหรับห้องสีเขียวของนักแสดง เป็นเตนท์ที่มีขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายไปได้ทุกแห่งและทุกฉาก ตั้งแต่โรงถ่ายไปจนถึงเหมืองแร่ และตั้งบนพื้นที่ๆ มีต้นไม้ปลูกไปจนถึงชานเมือง

“เรามีเตนท์สังเกตุการณ์ขนาดใหญ่ทางตะวันออกกลางที่จะตั้งกลางโรงถ่ายขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล” โธมัส เจนเล่าว่า “พวกเขาจัดวางเก้าอี้ โคมไฟ พรมไว้อย่างสวยงาม และสร้างบรรยากาศรอบตัวเรา เวลาที่เราอยู่ในฉากท่ามกลางฝน ดินโคลน มันก็ยังมีเตนท์สวยๆ หลังนี้ที่มีความอบอุ่น เราใช้เวลาส่วนใหญ่กันอยู่ในเตนท์ และได้ทำความรู้จักกัน หยอกล้อเล่นกัน เชนรวมตัวนักแสดงที่น่ารักไว้ด้วยกัน ไม่มีใครนิสัยไม่ดีเลย ไม่มีปัญหาของนักแสดง อิจฉาริษยา หรือมีปัญหาเรื่องบท หรือเรื่องไหนเลย”

คีย์เล่าถึงทีมนักแสดงว่า “ฉากที่รวมตัวกันถือว่าเป็นความท้าทายมาก มีช่วงที่เราต้องถ่ายทำด้านนอกกัน แต่จุดนั้นอากาศร้อนมาก ครูฝึกตอนนั้นคือเชน เขาตัดสินใจว่าให้เราสนใจที่การถ่ายทำ และเราต้องส่งการแสดงให้เขา เราต้องมีกำลังใจจริงๆ  ผมไม่รู้ว่าเราสนิทกันอย่างรวดเร็วได้ยังไง เราไม่รู้จักกันเลยและผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ทุกคนอยากให้ทำงานกันอย่างเป็นทีม รู้สึกได้ถึงความเป็นทีม และเราฝึกซ้อมเพื่อรับมือกับความวุ่นวายเยอะมาก”

แบล็คเล่าว่า “ผมไม่เคยเห็นกลุ่มนักแสดงที่ตัวติดกันหลังทำงาน ออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วยกันเลย แต่พวกเขาไปอยู่ในเตนท์ด้วยกัน นั่งคุยเล่นกัน ในหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครกลับเข้ารถของตัวเองเลย ทุกคนรู้สึกชอบพอกัน อยากอยู่ด้วยกันไปไหนด้วยกันในฉาก และออกไปข้างนอกด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องปกติเลย ทุกคนมีกันและกัน บอยด์ถือว่ามีส่วนสำคัญมากในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและมีความรู้สึกของการเป็นผู้นำ บอยด์ทำหน้าที่เหมือนเป็นพ่อของพวกเขา เป็นคนที่ดูมีเหตุผลในกลุ่มเหมือนอย่างที่จะเห็นในหนัง”

 

ภาพลักษณ์

ผู้ออกแบบฉากมาร์ติน วิสต์เล่าถึงครั้งแรกที่แบล็ค เขาเล่าให้ฟังว่าผู้กำกับฯ พูดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขา “ต้องเคารพและเน้นความสำคัญที่ในเรื่องราวที่สืบทอดมา ห้ามเปลี่ยนแปลงแต่มีการอัพเดทเรื่องราว” วิสต์เล่าว่า “ตั้งแต่ปี 1987 จนถึงตอนนี้ เพรดเดเทอร์มีพัฒนาการสูงขึ้น การสร้างภาพยนตร์มีความก้าวหน้าขึ้น เราอยากทำทั้งสองอยาง พวกมันอัพเดทเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันพวกเราในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์ก็อัพเดทในส่วนของเรา”

Facebook Comments

You may also like

เมื่อ “หมาปั๊ก” ดันเป็นมรดกวายป่วง งานเข้ากันล่ะทีนี้! “PATRICK” หนังฟีลกู๊ดรับเดือนแห่งความสุข ชวนมาฮากันทั้งครอบครัว ธันวาคมนี้

นับถอยหล