#OVERLORD ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่ทำให้หัวใจเต้นตึกตัก และมาพร้อมจุดหักมุม 9 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

#OVERLORD ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่ทำให้หัวใจเต้นตึกตัก และมาพร้อมจุดหักมุม 9 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

- in ข่าวบันเทิง, ข่าวภาพยนตร์
ปิดความเห็น บน #OVERLORD ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยที่ทำให้หัวใจเต้นตึกตัก และมาพร้อมจุดหักมุม 9 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ
ผลงานการสร้างของ แบ็ด โรบ็อท

OVERLORD

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 9 พฤศจิกายน 2018

ผู้อำนวยการสร้างบริหาร โจ เบิร์น, จอน โคเฮน และคอรี่ย์ เบนเน็ตต์ ลิววิส

อำนวยการสร้างโดย เจเจ อับรามส์ และลินด์ซี่ย์ วีเบอร์

คิดเรื่องโดย บิลลี่ เรย์

บทภาพยนตร์เขียนโดย บิลลี่ เรย์ และมาร์ก แอล สมิธ

กำกับโดย จูเลียส แอฟเวอรี่

นำแสดงโดย โจแวน อะดีโป, ไวแอ็ตต์ รัสเซลล์, ไพลู แอสเบ็ก, มาธิลดี้ โอลลิวิเย่, จอห์น มากาโร่, เอียน เดอ เคสเต็คเกอร์

ความยาว: 110 นาที

“Overlord” ได้รับการจัดให้เป็นภาพยนตร์เรท R เนื่องจากความรุนแรงระดับนองเลือด, ภาพที่ปั่นป่วน, ภาษา และเนื้อหาทางเพศ

 

OVERLORD

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงช่วงเวลายกพลขึ้นบก ทีมทหารพลร่มอเมริกัน กระโดดร่มลงสู่พื้นในฝรั่งเศสที่อยู่ในพื้นที่ยึดครองของนาซี เพื่อปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่อความสำเร็จในการรุกเข้าสู่เขตศัตรู กับภารกิจการทำลายเครื่องส่งคลื่นวิทยุที่อยู่เหนือโบสถ์ที่แข็งแกร่งดั่งป้อมปราการ กลุ่มทหารที่สิ้นหวังผนึกกำลังกับชาวบ้านชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง เพื่อเจาะผ่านกำแพงและทลายหอคอย แต่ในห้องทดลองลับของพวกนาซีที่อยู่ใต้โบสถ์แห่งนี้ ทหารจีไอที่มีจำนวนเพียงน้อยนิดต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน จากการดูแลงานผลิตโดยผู้อำนวยการสร้าง เจเจ อับรามส์ Overlord คืองานแอ็กชั่นผจญภัยที่ทำให้หัวใจเต้นตึกตัก และมาพร้อมจุดหักมุม

พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานการสร้างของ แบ็ด โรบ็อท เรื่อง Overlord จากฝีมือกำกับของ จูเลียส แอฟเวอรี่ และนำแสดงโดย โจแวน อะดีโป, ไวแอ็ตต์ รัสเซลล์, ไพลู แอสเบ็ก, มาธิลดี้ โอลลิวิเย่, จอห์น มากาโร และเอียน เดอ เคสเต็คเกอร์ บทภาพยนตร์เขียนโดย บิลลี่ เรย์ และมาร์ก แอล สมิธ จากเรื่องที่คิดสร้างสรรค์โดย บิลลี่ เรย์ ทีมผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ เจเจ อับรามส์ และลินด์ซี่ย์ วีเบอร์ และผู้อำนวยการสร้างบริหาร ได้แก่ โจ เบิร์น, จอน โคเฮน และคอรี่ย์ เบนเน็ตต์ ลิววิส

Mathilde Ollivier as Chloe in the film, OVERLORD by Paramount Pictures
(L-R) Jovan Adepo as Boyce, Dominic Applewhite as Rosenfeld in the film, OVERLORD by Paramount Pictures
Jovan Adepo as Boyce in the film, OVERLORD by Paramount Pictures
(L-R) Jovan Adepo as Boyce, Dominic Applewhite as Rosenfeld, Mathilde Ollivier as Chloe, Wyatt Russell as Ford, John Magaro as Tibbet in the film, OVERLORD by Paramount Pictures
(L) Jovan Adepo as Boyce in the film, OVERLORD by Paramount Pictures
(L-R) Mathilde Ollivier as Chloe, Jovan Adepo as Boyce in the film, OVERLORD by Paramount Pictures

 

 

เบื้องหลังงานสร้าง

“ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยสุดยอดบทภาพยนตร์ที่ บิลลี่ เรย์ เป็นคนเขียนครับ” เจเจ อับรามส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแบ็ด โรบ็อท และเป็นผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่อง Overlord บอก “สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ การนำเอาภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 สุดคลาสสิก มาขยี้ให้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญอสุรกาย มันคือการปรุงแต่งที่โดดเด่นมาก ไอเดียของภาพยนตร์สองแนวที่อยู่ร่วมกัน ให้ความรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นงานผจญภัยแสนสนุกและจริงจังได้ครับ”

อับรามส์บอกว่า เขาติดหนึบกับเรื่องราวที่ เรย์ สร้างขึ้นตั้งแต่หน้าแรกเลยทีเดียว “โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง มันทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ ร็อด สเตอร์ลิ่ง น่าจะคิดขึ้นมาครับ มันจริงจัง สนุก และเต็มไปด้วยตัวละครและฉากแอ็กชั่น และนั่นเป็นแค่ตอนเริ่มต้นของบทภาพยนตร์เรื่องนี้เองครับ”

จอน โคเฮน แห่งแบ็ด โรบ็อท ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ รู้สึกประทับใจกับแนวคิดสดใหม่จากเรย์ ซึ่งเป็นมือเขียนบทและผู้กำกับมือรางวัล และเคยมีผลงานเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Flightplan, The Hunger Games และ Captain Phillips

Overlord ช่างเหมาะเจาะกับแบ็ด โรบ็อท เพราะการผสมผสานไอเดียต่างๆ ที่มีความโดดเด่นครับ” โคเฮนบอก “มันเป็นเรื่องที่มีลักษณะที่ดี และเป็นภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่น่าตื่นเต้น แต่คุณก็จะพบอารมณ์ขันอยู่ด้วย รวมถึงอารมณ์และความสะเทือนใจ เราต้องการส่วนผสมแบบนี้ในภาพยนตร์ของเราเสมอครับ Overlord ให้ความรู้สึกว่าเป็นส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบของสิ่งเหล่านั้นครับ”

การสร้างสมดุลของโทนและแนวเรื่องที่แตกต่างกันเพื่อสร้างงานลูกผสมที่น่าพึงพอใจและโดดเด่นคือสิ่งที่แบ็ดโรบ็อทเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ซึ่ง โคเฮน ขอยกเรื่อง 10 Cloverfield Lane เป็นตัวอย่างที่เป็นเลิศ

ความลับในการสร้างสมดุลนั้น อับรามส์บอกว่า อาจสรุปด้วยคำๆ เดียว นั่นก็คือ ตัวละคร “หนึ่งในหลายๆ อย่างที่เราพยายามทำกันที่แบ็ดโรบ็อทก็คือ การเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละครให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กับ Overlord ไอเดียก็คือการใช้ครึ่งแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อทำความรู้จักทหารอเมริกันหนุ่มๆ เหล่านี้ จากนั้น ก็ค่อยๆ พาคนดูก้าวเข้าสู่ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ซึ่งคนดูจะห่วงใยและรักตัวละครเหล่านี้ครับ”

อับรามส์เชื่อว่าวิธีการนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อต้องรับมือกับคุณลักษณะของอสุรกายในเรื่อง “ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เราสร้างออกมาจะมีสัตว์ประหลาดอยู่นะครับ แต่ภาพยนตร์อย่าง Overlord ยอดเยี่ยมที่สุดก็ตอนที่คุณเชื่อในสถานการณ์นี้ คุณเชื่อในตัวละคร และคุณก็เชื่อในโลกของพวกเขา แบบนั้นทำให้น่ากลัวมากขึ้นครับ”

การจะทำให้การเปลี่ยนถ่ายจากเรื่องผจญภัยเกี่ยวกับทหาร ให้กลายเป็นงานสยองขวัญไซไฟได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำต้องผ่านการเขียนโครงร่างบทหลายฉบับด้วยกัน  โคเฮนเล่าว่า “บิลลี่เป็นมือเขียนบทที่ไม่ย่อท้อครับ และยังคงผลักดันเพื่อทำให้บทภาพยนตร์ออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายก็คือการทิ้งชิ้นขนมปังเอาไว้ไปตลอดเส้นทาง ดังนั้นการเปลี่ยนแนวเรื่องจึงไม่กระโดดออกนอกเส้นทาง แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ไม่อยากบอกให้รู้เร็วเกินไปว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นในเรื่องนี้ครับ”

ธรรมชาติที่มีความน่ากลัวอยู่แล้วของการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยให้การเปลี่ยนถ่ายดูราบรื่น ตามที่อับรามส์บอก “ความสยดสยองของสงครามมีอยู่แล้วในเรื่องนี้ ดังนั้น เมื่อจู่ๆ คุณก็เปลี่ยนไปสู่เนื้อหาแบบแฟนตาซี มันจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกต่างออกไปมากนัก”

โคเฮนยกความดีความชอบให้กับอับรามส์และ ลินด์ซี่ย์ วีเบอร์ ผู้อำนวยการสร้างจากแบ็ด โรบ็อท ที่ช่วยยกระดับเรื่องราวนี้ขึ้นไปอีก “เจเจกับลินด์ซี่ย์มีความสำคัญกับการพัฒนาเบื้องต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้มากครับ” โคเฮนกล่าว “พวกเขามีสัญชาตญาณที่ดีเกี่ยวกับตัวละคร เนื้อเรื่อง และโครงสร้าง และเจเจก็ผลักดันหลายสิ่งที่ไม่เหมือนกับงานที่เคยมีมาก่อนครับ ในทุกขั้นตอนของงานสร้าง เขาทำให้ Overlord ดีขึ้น ซึ่งบีบให้ทุกคนต้องทำงานให้ดีขึ้นไปด้วยครับ”

 

วิสัยทัศน์ชี้นำทาง

 ขณะที่ยังมีการพัฒนาบทอยู่นั้น ทีมผู้อำนวยการสร้างก็เริ่มต้นค้นหาตัวผู้กำกับที่เหมาะกับงานแอ็กชั่นที่จะช่วยยกระดับให้กับ Overlord ให้ก้าวไปอีกระดับ ทีมแบ็ดโรบ็อทรู้สึกประทับใจกับภาพยนตร์ทริลเลอร์อาชญากรรมเรื่อง Son of a Gun ผลงานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับชาวออสเตรเลีย จูเลียส แอฟเวอรี่ ในปี 2014 ซึ่งนำแสดงโดย ยูเว็น แม็คเกรเกอร์, เบรนตัน ธเวตส์ และอลิเซีย วิกันเดอร์ “เราคิดกันว่ามันสุดยอดและเปี่ยมไปด้วยพลังครับ ขณะเดียวกันก็มีเหตุผลให้คนดูห่วงใยตัวละครเหล่านี้ด้วย” โคเฮนกล่าว “เราชอบที่เขามาจากด้านทริลเลอร์ของงานสร้างภาพยนตร์ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับงานสยองขวัญแบบเพียวๆ และช่วยทำให้ Overlord มีระดับความดิบอย่างที่ต้องการครับ”

แอฟเวอรี่ ซึ่งเป็นแฟนผลงานของอับรามส์และแบ็ดโรบ็อทมานาน ได้รับคำเชิญให้มาพบกับทีมผู้อำนวยการสร้างหลังจากการฉายภาพยนตร์เรื่อง Son of a Gun เป็นการส่วนตัว “พวกเขาพูดคุยกับผมเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากจะทำเป็นเรื่องต่อไป และเอาบทภาพยนตร์ที่พวกเขาชอบหลายเรื่องให้ผมดูครับ” แอฟเวอรี่เล่า “แล้วเรื่องที่ผมชอบมากในทันทีก็คือ Overlord มันทำให้ผมอึ้งไปเลยเพราะผมยังไม่เคยอ่านเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยครับ มันให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากสิ่งที่ผมเคยทำไปแล้วครับ”

ถึงแม้ว่าฉากแอ็กชั่นสุดจริงจังและความมีเอกลักษณ์ของบทภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งที่สะดุดความสนใจของแอฟเวอรี่เป็นอย่างแรก แต่ผู้กำกับบอกว่าเขายังรู้สึกผูกพันกับเนื้อเรื่อง หนึ่งในประสบการณ์สมัยที่เขายังเด็ก คุณปู่ของเขา ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกของออสเตรเลียที่เคยไปร่วมกับแคมเปญของแอฟริกาเหนือของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ให้เขาดูรูปถ่ายการผจญภัยของปู่ “ปู่ให้ผมนั่งบนตัก และให้ผมดูรูปที่เหลือเชื่อพวกนั้นครับ” แอฟเวอรี่เล่า “นับแต่นั้น ผมก็ฝันอยากจะสร้างภาพยนตร์ที่วางเหตุการณ์เอาไว้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ”

ตามที่ วีเบอร์ บอก แอฟเวอรี่คือผู้กำกับในแบบที่ แบ็ดโรบ็อท อยากให้มากำกับภาพยนตร์เรื่อง Overlord “จูเลียสมีความสามารถ มีความดื้อดึงในแบบที่ดี ให้ความร่วมมือดี” วีเบอร์บอก “เขายังมีจินตนาการที่สุดยอดมากสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เราจึงรู้เลยว่าเขาควรเป็นคนที่กำกับ Overlord ค่ะ”

อับรามส์เชื่อว่าแอฟเวอรี่มีจินตนาการที่จะสร้างโลกที่ดูน่าเชื่อ แม้จะมีองค์ประกอบที่น่าอัศจรรย์ที่ถูกเผยออกมาในภายหลัง “สิ่งที่ผมชอบในวิธีการที่จูเลียสกำกับ Overlord ก็คือเขามองว่ามันเป็นภาพยนตร์ประเภทคนออกไปปฏิบัติภารกิจ ซึ่งบังเอิญไปเจอกับสถานที่ที่น่ากลัวจริงๆ ครับ” ผู้อำนวยการสร้างอับรามส์บอก “เขาเข้าใจถึงความรู้สึกในแบบที่เนื้อเรื่องในช่วงเปิดเรื่องต้องมี เพื่อจะกำหนดแนวทางของเหตุการณ์ที่จะติดตามมา”

ความเชื่อมั่นที่ทีมของแบ็ดโรบ็อทมีต่อทักษะฝีมือของผู้กำกับส่งผล โคเฮนบอกว่า “จูเลียสให้ทั้งความมีพลังและธรรมชาติของงานภาพยนตร์ในทุกอย่างที่เขาถ่ายทำครับ ซึ่งคือสิ่งที่คุณต้องการสำหรับภาพยนตร์อย่าง Overlord เขาหลงใหลในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มแรก และเขาก็มีจินตนาการที่ยอดเยี่ยมที่จะนำมันจากจุดนั้น เขาสร้างผลงานในแบบที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ”

 

คู่มือเขียนบทคนเก่ง

หลังจากเขียนโครงร่างบทออกมาหลายฉบับ เรย์ต้องไปเขียนบทและกำกับซีรีส์เรื่อง “The Last Tycoon” ซึ่งเขาเป็นผู้สร้าง ถึงตอนนั้น ทางทีมผู้สร้างจึงได้ขอให้มือเขียนบท มาร์ก แอล สมิธ เข้ามาทำงานต่อในโครงร่างสุดท้ายของ Overlord

สมิธรู้สึกทึ่งกับแนวคิดที่โดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ และตกลงใจที่จะเข้ามาร่วมงานด้วย “เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในจักรวาลที่มันสุดยอดมากครับ และผมคิดว่าการผสมภาพยนตร์หลายแนวเข้าด้วยกันเป็นเรื่องดีมาก ผมชอบไอเดียของการเป็นเรื่องผจญภัยในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคุณคิดว่ามันจะเป็นงานแอ็กชั่นแบบตรงไปตรงมา จนมันเริ่มกลายเป็นแนวอื่นไปเลยครับ งานพื้นฐานอยู่ตรงนั้นหมดแล้ว ผมก็แค่วิ่งไปตามน้ำและสนุกกับมันครับ”

แรงจูงใจหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้สมิธรับงานนี้ ก็คือโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับอับรามส์ “มันน่าทึ่งมากครับที่ได้ร่วมงานกับเจเจ อับรามส์ เพราะสมองของเขาทำงานในอีกระดับที่ต่างไปจากเราครับ” สมิธกล่าว “เขามองสิ่งต่างๆ ที่ผมไม่เคยมองเห็น และเขาก็มีจินตนาการที่สุดยอดมาก คุณสามารถเสนอไอเดียเล็กๆ ให้เขา แล้วเขาก็จะใส่แนวคิดดีๆ กลับมาเพียบเลยครับ หลังจากนั้น มันก็เป็นแค่เรื่องของการเลือกแนวคิดที่ดีที่สุดเท่านั้นครับ”

สมิธร่วมงานกับแบ็ดโรบ็อทเพื่อพัฒนาตัวละครเพิ่มเติม และนำพาภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่การเป็นภาพยนตร์รวมนักแสดง “บิลลี่ เรย์ และมาร์ก สมิธ คือมือเขียนบทที่เก่งมากครับ พวกเขาเขียนบทภาพยนตร์ที่แตกต่างกันหลายแนวมาก และเราก็โชคดีที่ได้ทำงานกับพวกเขาทั้งสองคนในภาพยนตร์เรื่อง Overlord นี้ครับ” อับรามส์บอก “พวกเขาทำให้บทภาพยนตร์เรื่องนี้มาถึงจุดที่เรารู้สึกว่ามันคือภาพยนตร์ที่เราทุกคนอยากดู ซึ่งหมายความว่าเราไม่ต้องเปลี่ยนแปลงมันเลยระหว่างที่เราถ่ายทำครับ”

สำหรับสมิธ ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์ผจญภัยที่สุดสมจริงเรื่อง “The Revenant” ร่วมกับผู้กำกับรางวัลออสการ์ อเลฮานโดร จี อินาร์ริตู หนึ่งในเป้าหมายในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Overlord ก็คือการจะต้องใส่รายละเอียดของยุคนั้นลงไปในบทภาพยนตร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ “การผสมกลมกลืนส่วนที่เป็นจริงและไม่จริงต้องใช้กลเม็ดครับ เพราะคุณอยากยึดมั่นกับช่วงเวลานั้นในประวัติศาสตร์ครับ” สมิธอธิบาย “ผมค่อนข้างนับถือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปี 1944 แต่ผมจำต้องผสมมันเข้ากับองค์ประกอบที่เป็นการจินตนาการ ซึ่งบางครั้งมันหมายถึงการต้องเดินไปบนเส้นแบ่งบางๆ ครับ”

เพื่อให้ความตั้งใจของแบ็ดโรบ็อทในการเล่าเรื่องที่อิงกับตัวละครเป็นจริงขึ้นมาได้ สมิธใช้เวลาเพื่อสร้างบุคลิกของตัวละครหลักแต่ละตัว “งานแอ็กชั่นจะไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าคุณไม่มีตัวละครที่คนดูห่วงใย ดังนั้น สิ่งแรกที่ผมทำกับ Overlord ก็คือการสร้างบุคลิกให้กับทหารเหล่านี้ครับ” สมิธบอก “เมื่อคุณพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างพวกเขา คุณสามารถนำพวกเขาไปปล่อยไว้ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ไม่สำคัญว่ามันจะแปลกประหลาดแค่ไหน และเรื่องนี้ก็จะหยัดยืนอยู่ได้ครับ”

อีกสิ่งหนึ่งที่สมิธใส่เข้าไปในบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือการเพิ่มความตึงเครียดในหมู่ทหารหน่วยนี้ ซึ่งมีตั้งแต่ทหารใหม่ที่มีความหวาดกลัว จนถึงทหารเก่าที่เหนื่อยหน่ายกับสงคราม “เราเริ่มต้นด้วยกลุ่มทหารที่มีความหลากหลายที่ถูกบีบให้ต้องมาทำงานด้วยกันครับ” สมิธอธิบาย “มันคงจะง่ายมากที่จะให้พวกเขาเข้ากันได้และมีความสนุก แต่เราตัดสินใจที่จะเพิ่มปมเข้าไปในเรื่อง การทำแบบนั้นทำให้พวกเขามีเรื่องต้องห่วงมากขึ้นเมื่อเรื่องสยองเริ่มต้นขึ้น”

หลังจากทำงานอย่างใกล้ชิดกับแอฟเวอรี่ เพื่อทำบทภาพยนตร์ให้เสร็จสมบูรณ์ สมิธมีแต่คำชมให้กับผู้กำกับผู้นี้ “ตอนแรก จูเลียสทำงานไปพร้อมกับผมด้วยจินตนาการส่วนตัวที่เขามีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้” สมิธบอก “เขามีสายตาที่สุดยอดมากครับในเรื่องของมุมกล้องและภาพต่างๆ และเขามองเห็นหลายสิ่งที่ผู้กำกับคนอื่นๆ อาจมองไม่เห็น เขารู้ว่าจะทำให้แต่ละฉากให้ความรู้สึกพิเศษอย่างไร เขากับเจเจ ดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากกันและกันกับงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Overlord นี้ครับ”

 

ฮีโร่และผู้ร้าย

เพื่อมอบชีวิตให้กับเหล่าตัวละครใน Overlord ทางทีมผู้สร้างได้รวบรวมนักแสดงมีฝีมือจากนานาชาติ ซึ่งการหาทีมนักแสดงที่มีความหลากหลายถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแบ็ดโรบ็อทมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเลือกนักแสดงในวงกว้างเพื่อหานักแสดงที่ดีที่สุดสำหรับบทเหล่านี้ “ตอนที่เรากำลังจัดออดิชั่นบทอยู่ ผมฉุกคิดได้ว่าถ้าเราจะทำให้ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ พวกทหารพลร่มจะเป็นคนผิวขาวทั้งหมด”  เพราะหลายหน่วยในเวลานั้นมีการแบ่งแยกสีผิว อับรามส์อธิบายต่อ “แต่ถึงแม้ว่าอาจไม่มีทหารผิวดำปะปนอยู่ในทีมทหารแบบนี้ในชีวิตจริง แต่เรื่องจริงก็ไม่ได้มีอสุรกายซ่อนตัวอยู่ใต้โบสถ์เช่นกัน ดังนั้น เราจึงตัดสินใจที่จะเปิดกว้างทุกบทสำหรับทุกคน และเราก็พบทีมนักแสดงที่น่าทึ่งมากครับ แม้ว่ามันอาจไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์นัก แต่มันให้ความบันเทิงมากเลยครับ”

วีเบอร์สะท้อนความรู้สึกของอับรามส์ว่า “ทีมนักแสดงของเราถือเป็นของขวัญที่สุดยอดของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่ะ” เธอบอกเช่นนั้น “เราโชคดีมากที่ได้ดาราที่มีความสามารถมากมายกลุ่มนี้มาค่ะ”

สำหรับบทนำอย่าง พลทหารบอยซ์ ทางทีมผู้อำนวยการสร้างเลือก โจแวน อะดีโป “เรารู้ดีว่าเราต้องหาคนที่สามารถเป็นตัวแทนคนดูได้ครับ” อับรามส์อธิบาย “เป็นคนที่คุณสามารถเข้าใจในความกลัวของเขาได้ เราพิจารณาอยู่หลายคนมาก และแล้ว โจแวนก็เดินเข้ามา และเหมือนทุกอย่างลงตัว เขาเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่าย ฉลาด และมีความลึกให้กับตัวละครของเขาครับ คุณสามารถจินตนาการได้ว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งที่พบตัวเองตกอยู่ตรงกลางสถานการณ์แปลกประหลาดที่เขาไม่อาจหยั่งถึงครับ”

ความสามารถของอะดีโปในการแสดงแบบไม่ต้องเยอะ คือหนึ่งในหลายสิ่งที่ทำให้โคเฮนประทับใจมากที่สุด “โจแวนเล่นด้วยตาเยอะมากครับ รวมถึงท่าทางการแสดงออก” อับรามส์กล่าวต่อ “มีความอ่อนแออยู่ในตัวเขา แต่ก็มีความทนทรหดที่ปรากฏออกมาในเวลาที่สำคัญ คุณจะอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยเขา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนดูที่จะต้องเกิดความรู้สึกร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย”

อะดีโปรู้สึกสนใจในเรื่องนี้ทันที โดยเฉพาะโอกาสที่จะแสดงเป็น บอยซ์ ผู้ไม่น่าจะเป็นฮีโร่ได้ “ผมชอบตัวละครที่นำเสนอตัวเองว่าเป็นพวกที่ตกเป็นเบี้ยล่าง และเจเจก็ยกย่องพวกที่ตกเป็นเบี้ยล่างในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องที่เขาสร้างออกมาครับ” อะดีโป ซึ่งเคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ เดนเซล วอชิงตัน เรื่อง Fences, ซีรีส์เรื่อง “The Leftovers”, เพิ่งปิดกล้องซีซั่น 2 ของซีรีส์เรื่อง “Tom Clancy’s Jack Ryan” และจะแสดงนำในมินิซีรีส์เรื่องใหม่ของ เอวา ดูเวอร์เนย์ เรื่อง “The Central Park Five” บอก “บอยซ์เข้าไม่ค่อยได้กับทหารคนอื่นๆ เมื่อคุณได้เจอเขาครั้งแรก คุณไม่แน่ใจว่าเขาจะรอดชีวิตจากภารกิจนี้ได้หรือไม่ ไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถทางร่างกายนะครับ แต่เพราะเขาแตกต่างไปจากคนอื่น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจชวนติดตามและน่าเอาใจช่วยครับ”

ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันก็คือสิบโทฟอร์ด ซึ่งรับบทโดย ไวแอ็ตต์ รัสเซลล์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระเบิดที่เคยเห็นความพินาศในสนามรบมามาก ซึ่งน่าจะเป็นเหมือนผู้นำทหารกลุ่มนี้ในช่วงแรก

“ฟอร์ดต้องเป็นคนที่สร้างความหวั่นเกรงให้กับคนดู แต่ก็เป็นคนที่คุณอยากอยู่ข้างๆ ถ้าคุณต้องโดดร่มลงไปในเขตของพวกนาซี” อับรามส์บอก “การหาคนมาแสดงเป็นเขา เราต้องการคนที่มีความแข็งแกร่งและความห้าว ซึ่งกลายเป็นคนที่หาได้ยากมากกว่าที่คุณคิดเอาไว้ แต่เมื่อเราได้เห็นไวแอ็ตต์ เขามีคุณสมบัติอย่างที่เรามองหาอยู่อย่างครบถ้วนครับ”

ทางทีมผู้สร้างพร้อมที่จะเลือกตัว รัสเซลล์ เมื่อปัญหาในเรื่องทรงผมของนักแสดง เริ่มส่งผลที่อาจทำให้ข้อตกลงต้องหยุดชะงักไป เขาได้รับการวางตัวให้รับบทเป็นอดีตนักเล่นกระดานโต้คลื่นในซีรีส์เรื่องใหม่ของ AMC เรื่อง “Lodge 49” และสัญญาได้ระบุเอาไว้ว่าเขาไม่สามารถตัดผมหรือโกนหนวดเครา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องถูกตัดเล็มออกเมื่อเขามารับบทในภาพยนตร์เรื่อง Overlord หลังจากเจรจากันอยู่หลายเดือน ในที่สุด ทีมงานก็ตัดผมของรัสเซลล์ จากนั้นก็ค่อยเพิ่มความยาวกลับคืนเพื่อพิสูจน์ให้ AMC เห็นว่าผมของเขาดูเหมือนจริงมากพอสำหรับบทใน “Lodge 49”

“เราส่งเขากลับไปที่เอเอ็มซี สตูดิโอส์ เพื่อให้ทางผู้บริหารและทีมผู้อำนวยการสร้างได้เห็นเขาใกล้ๆ” วีเบอร์กล่าวพร้อมหัวเราะ “ต้องขอบคุณที่ทุกอย่างได้ผลดีค่ะ เพราะไวแอ็ตต์มีความจริงจังและแข็งแกร่งในแบบที่เราต้องการในบท ฟอร์ด จริงๆ เมื่อเขายิ้ม ท่าทางที่ดูแข็งๆ ภายนอกของเขาพังทลายลงทันที คุณจะรักเขาเลยค่ะ”

ถึงแม้ว่าตัวภาพยนตร์จะปิดความเป็นมาของฟอร์ดเอาไว้ให้เป็นปริศนา แต่รัสเซลล์ได้พัฒนาคุณลักษณะทางจิตใจของตัวละครขึ้นมา ซึ่งช่วยให้เขาอินไปกับบทบาทได้อย่างเต็มที่ “ผมคิดว่าฟอร์ดก็คือผู้ชายคนหนึ่งที่อาจเคยทำงานปกติธรรมดามาก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2” รัสเซลล์กล่าว “เขาทิ้งงาน และเข้าร่วมกับกองทัพ เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณควรต้องทำในเวลานั้น เขามีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ผู้สามารถบอกคนอื่นได้ว่าให้ทำอะไร และจะทำได้อย่างไร”

ทางทีมผู้สร้างเลือกนักแสดงหน้าใหม่ชาวฝรั่งเศส มาธิลดี้ โอลลิวิเย่ ให้มารับบท โคลอี้ หญิงสาวชาวบ้านที่เป็นลูกกำพร้า และกล้าที่จะเสนอที่พักให้กับทหารอเมริกัน ถึงแม้อาจเสี่ยงต่ออันตรายที่จะถูกหน่วยพิฆาตของนาซีตรวจค้นเจอ

“มาธิลดี้ทำให้เราถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อตอนที่เธอออดิชั่นบทนี้ครับ” แอฟเวอรี่พูดถึง โอลลิวิเย่ ซึ่งรับบทเป็นตัวละครที่ต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับพวกเยอรมันร่วมกับทหารจีไอที่เธอให้ความเป็นมิตร “เธอเก่งมากครับในเรื่องของการแสดงเป็นตัวละคร และในเรื่องการต้องใช้แรงตามที่บทเรียกร้อง ผมคิดว่าเธอกลายมาเป็นแอ็กชั่นฮีโร่ได้แน่ถ้าเธอต้องการ ใน Overlord เธอก็ลุกขึ้นบู๊ด้วยการใช้เครื่องพ่นไฟครับ!”

ความจริงที่ว่า โคลอี้ เป็นตัวละครหญิงเพียงคนเดียวใน Overlord  ทำให้การเลือกตัวนักแสดงที่เหมาะกับบทนี้จริงๆ คือสิ่งสำคัญมาก” วีเบอร์กล่าวว่า “คนที่เราเลือก จะต้องแบกรับงานเอาไว้หนักมากค่ะ ดังนั้นเราจึงมองหาโคลอี้ของเราจนทั่ว และแล้ว เราก็พบมาธิลดี้ ซึ่งมีทั้งความแข็งแกร่ง ความอ่อนแอ อารมณ์ขัน และมีความสามารถในการออกลุยในแบบที่น้อยคนจะมีค่ะ”

อับรามส์รู้สึกพอใจอย่างมากต่อความแข็งแกร่งภายในตัวที่โอลลิวิเย่นำมาสู่การแสดงของเธอ “สำหรับโคลอี้ เราต้องการคนที่สามารถเป็นได้มากกว่าสาวชาวบ้านในเมืองเล็กๆ ครับ” อับรามส์บอก “เธอต้องลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองได้ และปกป้องครอบครัวของเธอในหมู่บ้านที่ถูกยึดครองนี้ มาธิลดี้ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่งและสมจริงในบทนี้เท่านั้น แต่เธอยังมีอารมณ์ขันด้วยครับ เธอสามารถยึดจอเอาไว้ได้ มันน่าตื่นเต้นจริงๆ ครับที่ได้เธอมาแสดงในภาพยนตร์สตูดิโอเรื่องแรกของเธอ ผมรู้สึกว่าเธอมีอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้าเลยครับ”

บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์สยองขวัญแอ็กชั่นจะเกิดหรือพังก็เพราะจุดแข็งในเรื่องผู้ร้ายนี่แหละ อับรามส์เชื่อว่า Overlord ถูกกำหนดมาให้ประสบความสำเร็จ ต้องขอบคุณการแสดงที่ชวนขนลุกของ พิลู แอสเบ็ค ในบททหารนาซี วอฟเนอร์

“พิลูรับบทเป็นวอฟเนอร์ให้เหมือนเป็นคนเลวในวิหารแห่งนาซีที่ชั่วร้ายครับ” อับรามส์บอก “เขาเป็นตัวละครที่จริงจังและชั่วร้ายมากครับ และพิลูก็แสดงเป็นเขาในแบบที่ยิ่งใหญ่โดยที่ไม่ต้องแสดงให้โอเว่อร์เลยครับ”

เพื่อช่วยให้นักแสดงชาวเดนมาร์กเตรียมตัวเพื่อรับบทนี้ แอฟเวอรี่และแอสเบ็คได้พูดคุยกับบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 “มีคนหนึ่งที่เราคุยด้วยเป็นผู้บัญชาการนาซี ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่พวกเขายึดครอง และเขาก็ดูเป็นคนร่าเริงดีครับ” ผู้กำกับบอก “เขาชอบใส่สเว็ตเตอร์ที่ดูสบายๆ และดื่มนมช็อคโกแลต แต่ในทันใดนั้น เขาจะหันมา ยิงหัวคุณ จากนั้นก็กินนมจนหมดแก้ว พิลูอยากแสดงให้วอฟเนอร์เป็นแบบนั้นครับ แทนที่จะไปพังประตูบ้านในฟาร์มของ โคลอี้ เขาจะเคาะประตูเรียกอย่างสุภาพ และถามว่าเขาขอเข้าไปข้างในบ้านได้ไหม มันคือความเจ้าเล่ห์มากครับ”

แอสเบ็ก ซึ่งเคยแสดงนำในซีรีส์ที่ฮิตไปทั่วโลกเรื่อง “Borgen” ก่อนจะมาคว้าหลายบทบาทในภาพยนตร์อเมริกันฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ตั้งแต่ Ghost in the Shell จนถึง “Game of Thrones” กระโดดเข้าหาโอกาสที่จะได้แสดงเป็นคนร้ายสุดโหดใน Overlord “โดยทั่วไปแล้ว การรับบทเป็นตัวเอกของเรื่องมันอาจน่าเบื่อเล็กน้อยนะครับ เพราะคุณต้องเป็นเหมือนหลักของเรื่อง และเป็นคนตรงๆ” แอสเบ็กตั้งข้อสังเกต “แต่เมื่อคุณเล่นเป็นผู้ร้าย คุณสามารถทำการตัดสินใจบ้าๆ ได้ คุณสามารถทำอะไรเว่อร์ๆ ในแบบที่คุณไม่เคยทำเว่อร์มาก่อน นั่นคือข้อหนึ่งที่ผมชอบมากกับการเป็นนักแสดง อีกอย่าง จูเลียสเป็นผู้กำกับที่มีจินตนาการสูง ซึ่งเป็นคนน่ารักและถ่อมเนื้อถ่อมตัวด้วยครับ เขายอมเปิดรับไอเดียโลดโผนที่คุณอาจมีในฐานะนักแสดง และเขาก็สนับสนุนให้คุณเสนอไอเดียมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

 

ขอต้อนรับสู่ค่ายทหาร

เพื่อช่วยให้ทีมนักแสดงหลักเตรียมตัวรับบทเป็นทหารที่ผ่านการฝึกมา ทางทีมผู้สร้างจึงได้เลือกจ่าสิบเอก เฟร็ดดี้ โจ ฟาร์นสเวิร์ธ ให้มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านทหารให้กับกองถ่าย

“เมื่อคุณสร้างภาพยนตร์อย่าง Overlord คุณต้องค้นหาสื่อกลางที่น่าพอใจระหว่างการสร้างความบันเทิงให้กับคนดูทั่วไป และไม่สร้างความอับอายให้กับผู้ที่ชื่นชอบกองทัพ ซึ่งอาจมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้” ฟาร์นสเวิร์ธ ผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจ Desert Shield และ Desert Storm บอก และเขายังเคยเป็นครูฝึกด้านแท็คติคที่แคมป์เพนเดิลตันด้วย “แต่เริ่มเดิมที ผมได้รับการติดต่อจาก โจ แม็คลาเรน ผู้ประสานงานสตั๊นต์ ซึ่งเธอพูดถึงภาพยนตร์ที่วางเหตุการณ์เอาไว้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกี่ยวพันกับพวกทหารพลร่ม พวกนักแสดงต้องการการฝึกให้เหมือนพวกเขาอยู่ในกองทัพจริงๆ ผมคิดถึงค่ายฝึกทหารขึ้นมาทันทีเลยครับ”

การที่เขาเคยทำงานในทีมสร้างภาพยนตร์ที่มีฟอร์มยักษ์ไม่ต่างกันอย่างผลงานของค่าย HBO เรื่อง “Band of Brothers” และ “The Pacific” ฟาร์นสเวิร์ธต้องประหลาดใจที่ได้เผชิญกับสถานการณ์ประชิดตัวมากในกองถ่ายของ Overlord “นี่คือกลุ่มที่เล็กที่สุดที่ผมเคยฝึกมาครับ” ฟาร์นสเวิร์ธเล่า “เมื่อคุณสร้างภาพยนตร์สงคราม ปกติแล้วมันจะเป็นงานใหญ่มาก แต่นี่เป็นแค่คนห้าคนเท่านั้นครับ”

ผู้รับการฝึกกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้แสดงความสนใจเป็นการส่วนตัวมากกว่านักแสดงทั่วไป ฟาร์นสเวิร์ธ ซึ่งเป็นอดีตนาวิกโยธิน ผู้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิค และนักแสดงสตั๊นต์มานานมากกว่าสองทศวรรษ กล่าวว่า “ประสบการณ์การเข้าค่ายฝึกทหารของพวกเขามีความแตกต่างไปเล็กน้อย เพราะว่าไม่มีที่ให้ซ่อนตัวจากผมได้เลยครับ ผมจะเฝ้าพวกเขา 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน ทุกครั้งที่พวกเขาก้าวออกนอกเส้น ผมจะเข้าไปเป็นคนจัดการในแบบทหาร ซึ่งสำหรับหลายคนมันไม่สนุกเลยครับ”

นอกเหนือจากการฝึกให้พวกเขาพร้อมเผชิญกับความเหนื่อยยากทางกายตามที่บทเรียกร้องแล้ว ฟาร์นสเวิร์ธยังช่วยให้นักแสดงเข้าใจถึงแรงกดดันต่อจิตใจที่ทหารจริงๆ ต้องเผชิญ ฟาร์นสเวิร์ธต้องลองกระโดดใส่นักแสดงเหล่านี้ในเวลาที่เขาออกลาดตระเวณในตอนดึก “หนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดในการรบก็คือความเครียดครับ ดังนั้นผมจึงพยายามทำให้พวกเขาเครียดเข้าไว้ ด้วยการทำแบบนั้น เวลาที่พวกเขาแสดงอารมณ์ออกมาต่อหน้ากล้อง พวกเขาจะรู้จักอารมณ์นั้นจริงๆ และมันก็ถูกแสดงออกมาทางสีหน้าพวกเขาจริงๆ”

การสร้างความรู้สึกสมจริงเช่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญ” ตามที่แอฟเวอรี่บอก “เราให้นักแสดงไปเข้าค่ายฝึกทหาร โดยไม่สามารถใช้โทรศัพท์ ดูทีวี หรือมีชีวิตสะดวกสบายตามวิถีชีวิตสมัยใหม่” ผู้กำกับบอก “มันเป็นการสร้างเป้าหมายที่พวกเขามีร่วมกัน มันคือแบบฝึกหัดเพื่อให้เกิดความผูกพันในทีม พวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกัน สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ออกมาจากค่ายฝึกพร้อมกับประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไป”

อะดีโปบอกว่าการฝึกนี้มีค่าอย่างมากในการเปลี่ยนอดีตคนแปลกหน้าห้าคนให้กลายเป็นหน่วยที่เหนียวแน่น “ส่วนหนึ่ง Overlord พูดถึงความเป็นพี่น้องระหว่างทหาร ดังนั้น ค่ายฝึกทหารจึงสำคัญกับเรามาก” อะดีโปบอก “สำหรับผม มันสำคัญมาก เมื่อเรามาถึง ไม่มีใครพูดว่าจะเจออะไร จ่าฟาร์นสเวิร์ธพูดตรงๆ ว่าเราจะต้องเจออะไรบ้าง บอกตรงๆ นะครับ เขาเป็นคนที่เคร่งขรึมในทุกอย่าง ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่กลัวครับ สุดท้าย มันยากมาก มันสับสน และมันเครียด แต่มันก็จำเป็นจริงๆ ครับ และมันถูกแสดงให้เห็นบนจอ”

โดมินิค แอ๊ปเปิลไวต์ ผู้รับบท เจค็อบ โรเซนเฟลด์ ทหารจีไอผู้ไร้ประสบการณ์ พบว่าค่ายฝึกทหารมีความท้าทายพอๆ กับที่เป็นเสมือนรางวัล “พวกเขาพาเราขึ้นรถตู้ และพาเราไปยังที่แห่งหนึ่งในบัคกิ้งแฮมไชร์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เรากำลังถ่ายทำไม่กี่ไมล์” แอ๊ปเปิลไวต์เล่า “พวกเราไม่มีใครรู้เลยว่าเราอยู่ที่ไหนกันแน่”

แอ๊ปเปิ้ลไวต์ไม่รู้ว่าเขาได้กลายมาเป็นจุดสนใจของครูฝึกจอมโหด “เราทุกคนต้องเรียกเขาว่า อาจารย์จ่า และผมก็ช็อคเลย เพราะเขาแยกผมออกจากกลุ่ม” แอ๊ปเปิ้ลไวต์เล่า “ต้องนึกเอาไว้ว่า ผมเพิ่งถูกเลือกมาก่อนหน้านี้แค่แป๊บเดียว ผมแทบไม่รู้อะไรเลย ผมพยายามแสดงออกมาแล้ว แต่เขาไม่เชื่อผมเลย เขาตะโกนว่า ‘ฉันยังเห็นนายอยู่ แอ๊ปเปิ้ลไวต์! ฉันมองออกว่านายกลัว แต่ฉันจะเปลี่ยนนายให้กลายเป็นไอ้สารเลวที่เลวที่สุด!’”

ความสนใจเป็นพิเศษที่ได้รับ ส่งผลดี ตามที่ แซม ดอร์เมอร์ หัวหน้าทีมผลิตอาวุธบอก “โดมินิคทำให้พวกเราประทับใจมากครับ” ดอร์เมอร์เล่า “เขาเดินเข้ามาแบบขี้อาย แต่เขาเดินออกไปโดยสามารถที่จะเคลียร์อาวุธได้โดยที่เราไม่ต้องบอกเขาเลย เขายิง เขาหลบหลังกำแพง เขาเคลียร์สิ่งกีดขวางอย่างรวดเร็ว เขาเปลี่ยนแม็กกาซีนปืน และยิงอีก มันน่าตลกที่เขาเปลี่ยนจากการเป็นหนึ่งในนักแสดงที่วิตกกังวลมากที่สุดในทีมนักแสดง กลายเป็นหนึ่งในคนที่เชื่อมั่นที่สุดครับ”

 

กระโดดลงไปลุย

ค่ายฝึกช่วยได้มาก เมื่อถึงเวลาที่นักแสดงจะต้องถ่ายทำฉากเปิดเรื่องที่วางเหตุการณ์เอาไว้บนเครื่องบินขนส่ง ซี-47 ฉากที่เต็มไปด้วยงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ที่ทำให้อ้าปากค้าง และงานสตั๊นต์ซึ่งไร้ที่ติ ฉากที่แสนฉลาดนี้ทำให้ Overlord  กลายเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นทันที

“เมื่อบทภาพยนตร์พัฒนาไป มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิม” โคเฮนบอก “ฉากเปิดเรื่องบนเครื่องบิน ซึ่งคุณจะได้รู้จักตัวละครทุกตัวก่อนที่พวกเขาจะโดดร่ม มันคือหลักของบทโครงร่างแรกของ บิลลี่ เรย์ ครับ มันเป็นฉากหยุดหัวใจและซึมซับ มันจับคุณโยนเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ในแบบที่น่ากลัวมากครับ”

นักแสดงชาย จอห์น มากาโร่ ผู้รับบทที่มีสีสันในบท ทิบเบ็ต จอมปากมากแสนยโส เป็นตัวสร้างฉากที่ตลกที่สุดใน Overlord  และเขายกความดีความชอบให้กับการฝึกของฟาร์นสเวิร์ธว่าเป็นสิ่งสำคัญในการถ่ายทำฉากเปิดเรื่องกลางอากาศ “ค่ายฝึกเตรียมเราให้พร้อมสำหรับฉากกระโดดนั้นครับ” มากาโร่บอก “พวกเขาสร้างส่วนลำตัวเครื่องบินขนาดใหญ่ และให้คนเหล่านี้กระโดดออกไปจากตัวเครื่องบิน มันเป็นพื้นที่คับแคบและยากที่จะถ่ายทำด้านในครับ แต่ต้องขอบคุณค่ายฝึกที่ทำให้พวกเราทุกคนสามารถผ่านมันมาด้วยกันได้ครับ”

นอกจากความสมจริงแล้ว แอฟเวอรี่ยังยืนยันที่จะสร้างฉากขึ้นบนแท่นที่เคลื่อนไหวได้ “เราสร้างฉากภายใน และส่วนด้านนอกของเครื่องบิน ซี-47 และเอามันไปติดตั้งไว้บนแท่นทรงกลมที่เคลื่อนไหวได้ เพื่อให้เราสามารถขยับมันขึ้นลง ขยับไปซ้ายขวา และเขย่ามันในแบบที่เราต้องการได้” ผู้กำกับบอก “ทำให้นักแสดงมีสิ่งที่จับต้องจนรู้สึกได้”

ตามที่อะดีโปบอก การผสมผสานของงานสตั๊นต์ เอฟเฟ็กต์ และงานกล้อง ทำให้การถ่ายทำฉากกระโดดร่มกลายเป็นประสบการณ์ที่เขาจะไม่มีวันลืม “ฉากซี-47 น่าทึ่งมากครับ การไปอยู่บนเครื่องบินจำลองจริงๆ ที่มีอุปกรณ์และร่มหลักๆ คือหนึ่งในองค์ประกอบที่ยากลำบากที่สุดของงานถ่ายทำ แต่มันทำให้ผมเข้าใจในความคิดว่าทหารพวกนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ผมรู้ว่ามันคือสิ่งที่ผมต้องรวบรวมสติตัวเองเพื่อจะทำ แต่มันดูมหัศจรรย์มากเมื่ออยู่บนจอครับ”

สำหรับอับรามส์ การได้เห็นฉาก ซี-47 ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ถูกลำดับภาพเข้าด้วยกันคือเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก “มันเป็นไปอย่างที่ผมหวังว่ามันจะเป็นเสมอมาครับ ซึ่งก็คือการเข้าถึงคุณ และทำให้คุณรู้สึกว่าคนที่น่าสงสารเหล่านี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ความจริงจังที่จูเลียสถ่ายทำมัน โดยเฉพาะเมื่อเครื่องบินดิ่งลงจนตก มันสุดยอดมากครับ”

 

สีสันของสงคราม

การจะได้มาซึ่งรายละเอียดที่แอฟเวอรี่จินตนาการเอาไว้ ทางทีมผู้อำนวยการสร้างพึ่งพาฝีมือของสองผู้กำกับภาพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง นั่นก็คือ ฟาเบียน แว็กเนอร์ ซึ่งเข้ามาทำงานในช่วงระหว่างการเตรียมงาน และส่วนแรกของการถ่ายทำ และลอร่า โรส ที่เข้ามาทำงานสี่อาทิตย์ เมื่อแว็กเนอร์ต้องถอนตัวออกไปเพื่อไปดูแลสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

แทนที่จะปรับโทนสี ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติที่มักทำกันในภาพยนตร์สงครามสมัยใหม่ แอฟเวอรี่กับแว็กเนอร์ คิดสร้างภาพลักษณ์ที่สะดุดตาให้กับ Overlord “เราอยากเลี่ยงการถ่ายภาพฉากสงครามที่มีการทำให้กลายเป็นสีขาวดำในแบบที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในยุคนี้ครับ” ผู้กำกับบอก “เราเลือกใช้การถ่ายทำแบบมีสีที่ให้ความรู้สึกชัดเจนมากครับ”

ตามที่แว็กเนอร์บอก การเพิ่มความสั่นไหวของภาพคือแนวทางที่แอฟเวอรี่ยึดถือตั้งแต่เริ่มต้น “มันคือหนึ่งในเรื่องแรกๆ ที่จูเลียสและผมพูดคุยกันครับ และบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมาะกับการมีภาพลักษณ์ที่เป็นภาพยนตร์สงครามที่มีสีสันมากกว่าครับ”

ทีมผู้สร้างเลี่ยงการใช้เลนส์กล้องสมัยใหม่ แต่เลือกใช้เลนส์ที่มีประวัติเบื้องหลังมากกว่า “เราตัดสินใจถ่ายทำด้วยเลนส์ขยายรุ่นเก่า เพราะเราไม่อยากได้ความคมของกระจกรุ่นใหม่” แอฟเวอรี่อธิบาย “เราต้องการสิ่งที่นุ่มนวล ซึ่งทำให้รู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในอดีตจริงๆ”

ด้วยงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่มีความปราณีต Overlord ต้องการผู้กำกับภาพที่มีประสบการณ์สูง เพื่อรับมือกับความท้าทายในแบบที่เรื่องนี้มีให้ “มันคือความท้าทายจริงๆ ครับ แต่ผมก็ชอบมันนะ” แว็กเนอร์ ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้กับซีรีส์เรื่อง “Game of Thrones,” ภาพยนตร์เรื่อง Justice League และ Victor Frankenstein บอก “โดยส่วนตัวแล้ว ผมอยากสร้างงานเอฟเฟ็กต์ต่อหน้ากล้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะผมพบว่ามันช่วยทั้งนักแสดงและศิลปินวิชวลเอฟเฟ็กต์ เมื่อพวกเขาพร้อมที่จะปรับแต่งให้ทุกอย่างดีขึ้นในภายหลัง”

ผู้กำกับภาพ ซึ่งบอกว่าฉากโดดร่มเปิดเรื่องคือหนึ่งในฉากที่เขาชอบมากที่สุดตลอดกาล ใช้เวลาหลายอาทิตย์วางแผนการถ่ายทำฉากดังกล่าวกับแอฟเวอรี่ “เราอยากให้มันตึงเครียดและลุ้นจนหัวใจแทบหยุดเต้นครับ” แว็กเนอร์บอก “ทุกครั้งที่เราคุยกัน เราลงเอยด้วยการคิดหาวิธีใหม่ๆ เพื่อจะทำให้มันดีขึ้น มันคือความท้าทายสูงสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งในเรื่องของเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ครับ”

แอฟเวอรี่ใช้ข้อมูลอ้างอิงเป็นภาพยนตร์เพื่อช่วยการสื่อสารกับผู้กำกับภาพของเขาว่าเขาต้องการภาพลักษณ์แบบไหน “จูเลียสพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Apocalypse Now เป็นข้อมูลอ้างอิงครับ ซึ่งมันมีฉากสงครามที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่มีคนถ่ายทำกันมา” โรสบอก “เขายังเอาหนังสือศิลปะคอนเซ็ปต์ที่มีรายละเอียดเยอะมากของโปรดักชั่นดีไซเนอร์ จอห์น เฮนสัน มาให้ผมดู ซึ่งช่วยประหยัดเวลาให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เยอะมากครับ”

การข้ามเปลี่ยนจากภาพยนตร์แอ็กชั่นกลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญของ Overlord เกิดขึ้นตรงกึ่งกลางเรื่อง ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการในการถ่ายภาพด้วย โรสเล่าว่า “ตรงจุดนั้นของภาพยนตร์ เราเริ่มใช้การจัดแสงแบบอุตสาหกรรมเข้าไป โดยเฉพาะในฉากห้องทดลองใต้ดิน ซึ่งตรงกันข้ามไปเลยกับภาพลักษณ์ที่ดูนิ่งสงบของฉากภายในหมู่บ้านฝรั่งเศสอย่างที่เราเห็นครับ”

เพราะผลงานที่เขาได้ร่วมงานกับภาพยนตร์สยองขวัญของผู้กำกับ เบน วีตลี่ย์ ซึ่งได้รับคำชม ทำให้โรสกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างความหวาดกลัวให้กับคนดูด้วยงานกล้อง ซึ่งเป็นทักษะที่เขานำมาใช้ได้ดีมากใน Overlord “โปรเจ็กต์นี้คืองานที่ทำให้ผมตื่นเต้นมากครับที่ได้เข้ามาทำงานด้วย” โรสบอก “ผมได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในทุกแผนก และได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างไม่รู้จบจากทีมที่แบ็ดโรบ็อท ทุกคนต่างตื่นเต้นกับเรื่องบ้าๆ ที่เรากำลังเล่าออกมาครับ!”

 

แต่งตัวไปฆ่า

หน้าที่ในการแต่งกายให้กับทีมนักแสดงในชุดฟอร์มของทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตกเป็นของ แอนนา บี เชพพาร์ด ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยผลงานของเธอในเรื่อง “Band of Brothers,” Schindler’s List และ Inglourious Basterds เปรียบเสมือนงานศิลปะของงานออกแบบชุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แอนนาคือหนึ่งในนักออกแบบเสื้อผ้าย้อนยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยครับ” แอฟเวอรี่บอก “เราอยากแน่ใจว่าชุดยูนิฟอร์มจะต้องให้ความรู้สึกว่าเป็นชุดจริง ดังนั้น เธอจึงยืนอยู่กับผมขณะที่ผมมั่วยุ่งอยู่กับทุกรอยเข็มและรายละเอียด เธอเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่าทึ่งมากครับ”

งานศิลปะของเชพพาร์ดยังสะท้อนให้เห็นในชุดเสื้อผ้าของชาวบ้านชาวฝรั่งเศสด้วย เสื้อผ้าแต่ละชุดที่ตัดเย็บด้วยมือ ได้รับการออกแบบให้ดูเหมือนจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “ตัวอย่างเช่น เราพิมพ์ผ้าให้กับชุดของโคลอี้ จากนั้น เราก็ทำการย้อมและทำให้มันดูเก่าขึ้นตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ตลอดทั้งเรื่องค่ะ” เชพพาร์ดเล่า “มันยากมากนะคะที่จะสร้างชุดแบบที่โคลอี้สวมใส่ เพราะมันต้องอยู่ทนนานตลอดภาพยนตร์ทั้งเรื่อง และยังดูน่าสนใจอยู่ในตอนท้ายที่สุด การจะทำให้มันเวิร์ก เราต้องเพิ่มรายละเอียดเข้าไป อย่างเช่นสเว็ตเตอร์ และแจ็คเก็ตหนัง เรายังถักถุงเท้าให้เธอเพื่อให้ดูเหมือนจริงด้วยค่ะ”

ในฉากหักมุมที่น่าสนใจมาก ตัวละครที่ชั่วร้ายที่สุดใน Overlord ได้รับการแต่งกายอย่างมีสไตล์ที่สุด “วอฟเนอร์มีความปราดเปรียวและแต่งตัวดี ภาพลักษณ์ของเขาจะดูขัดแย้งกับนิสัยที่แท้จริงของเขาค่ะ” เชพพาร์ดบอก “เขาดูนุ่มนวล แต่หัวใจของเขาคือฆาตกร อาจพูดได้ว่าเสื้อผ้าของเขาคือการพรางตัวโดยแท้”

เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่ดูเฉี่ยวของวอฟเนอร์ เชพพาร์ดได้ยืดเสื้อโค้ตหนังของเขาออก และออกแบบรองเท้าบู้ตส์ให้เขาเป็นพิเศษ และยังทำให้หมวกของเขาดูเอียงและมีสีสัน “โดยทั่วๆ ไป ชุดฟอร์มทหารเยอรมันจะตัดเย็บอย่างดีและมีความโดดเด่น” เชพพาร์ดอธิบาย “ซึ่งคือเหตุผลที่ว่าทำไมชุดของพวกนาซีใน Overlord จึงดูหรูหราและทำให้พวกเขาดูดีกว่าพวกทหารอเมริกันที่ดูเหนื่อยล้า”

 

อสุรกาย

แบ็ดโรบ็อทได้แนะนำให้คนดูได้รู้จักกับเหล่าอสุรกายที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงตัวอสุรกายในภาพยนตร์เรื่อง Cloverfield, เอเลี่ยนจอมทำลายล้างใน Super 8, และพวกกลายพันธุ์ในซีรีส์ทางทีวีเรื่อง “Fringe” แต่ไม่ว่าอสุรกายพวกนั้นจะน่ากลัวแค่ไหน แต่ตัวประหลาดใน Overlord คืออสุรกายที่ดูแล้วสยองที่สุดเท่าที่อับรามส์และทีมเอฟเฟ็กต์คิดขึ้นมา

“เราพูดคุยกันตลอดว่าพวกมันควรมีหน้าตาเป็นยังไงครับ” อับรามส์เล่า “หนึ่งในเรื่องที่ผมชอบมากที่สุดใน Overlord ก็คือตัวประหลาดนี้ที่ตามล่าเหล่าฮีโร่ของเรา เมื่อพวกเขาลงไปใต้ดิน มันได้รับการออกแบบมาอย่างมหัศจรรย์ ถูกแสดงออกมาอย่างสวยงาม และน่ากลัวมากจริงๆ ครับ”

ความจริงที่อสุรกายจากฝันร้ายพวกนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้เอฟเฟ็กต์ต่อหน้ากล้อง ยิ่งช่วยเพิ่มความสยองมากขึ้นไปอีก” อับรามส์บอก “นี่ไม่ใช่อสุรกายที่เรามาใช้ซีจีสร้างขึ้นทีหลังนะครับ มันคือการทำงานตรงนั้นและเป็นของจริง นั่นคือสิ่งที่ผมชอบมากใน Overlord ครับ การได้เห็นพวกมันมีชีวิตขึ้นมาด้วยการใช้เทคนิคอวัยวะปลอม การแสดง และงานซีจีที่เข้ามาปรับแต่งให้งานดีขึ้น มันน่าทึ่งมากครับ”

ทริสตัน เวอร์สลุยส์ นักออกแบบอวัยวะปลอม ทำงานประสานอย่างใกล้ชิดกับแอฟเวอรี่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์อย่างที่ผู้กำกับได้จินตนาการเอาไว้ “เราใช้เวลาหลายอาทิตย์พูดคุยกันเกี่ยวกับตัวอสุรกายในภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้ออกแบบภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันหลายๆ แบบเพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่ลงตัวที่สุดครับ” เวอร์สลุยส์บอก “ภาพที่เราใช้อ้างอิงถูกติดเต็มไปหมด เราพูดคุยกันถึงผิวหนังที่โปร่งแสง และกล้ามเนื้อที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อที่ถูกเปิดให้เห็น เราคิดกันว่ากระดูกจะหักและคืนสภาพยังไง เราหาแรงบันดาลใจในทุกที่ ซึ่งรวมถึงสภาพทางการแพทย์ และสัตว์หลายแบบด้วยครับ”

ตัวอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แอฟเวอรี่นำวัตถุที่น่าสนใจอย่างหนึ่งมาเป็นแรงบันดาลใจ “บทภาพยนตร์บรรยายเอาไว้ถึงภาพลักษณ์ของตัวละครอสุรกายตัวหนึ่งว่าเป็นการเน่าเฟะจากด้านใน ดังนั้น ผิวหนังต้องดำคล้ำและอืดบวม” เวอร์สลุยส์อธิบาย “จูเลียสเดินออกไปในวันหนึ่งและกลับมาพร้อมกับเห็ดสีดำที่ดูแปลก หรือเชื้อราที่ติดอยู่กับกิ่งไม้ มันมีสีดำด้านๆ และดูน่าขยะแขยง เขาส่งมันให้ผม และพูดว่า ผมอยากได้ภาพลักษณ์แบบนี้!’ ดังนั้นเราจึงใช้เห็ดนั่นเป็นข้อมูลอ้างอิงผิวหนังที่ผุพอง และการทำทดลองเพื่อดูว่าแสงจะทำปฏิกริยากับมันยังไง”

ในอีกจุดหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ วอฟเนอร์รอดชีวิตจากบาดแผนโดนยิงที่หัว ซึ่งต้องใช้การผสมผสานเทคนิคการใช้อวัยวะปลอมและงานดิจิตอลเอฟเฟ็กต์เพื่อสร้างขึ้นมา “เราร่างภาพของคนที่เสียใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง และกลายเป็นภาพที่น่ากลัวมากของคน” แอฟเวอรี่เล่า “นั่นคือตอนที่ผมเกิดคลิ๊กว่าเราจะผลักดันขอบเขตออกไปยังไงกับ Overlord ครับ”

ความท้าทายในกรณีนี้ก็คือการออกแบบเอฟเฟ็กต์ที่จะไม่รบกวนการแสดงของแอสเบ็ค “สำหรับการบาดเจ็บที่ใบหน้าเนื่องจากการโดนยิง เราไม่อยากให้นักแสดงที่อยู่ภายใต้อวัยวะปลอมนั้นหมดโอกาสแสดง” เวอร์สลุยส์เล่า “เราอยากให้เขาดูน่ากลัว แต่ไม่ถึงกับเป็นอสุรกายเต็มตัว เราเลยดึงเอาองค์ประกอบที่คิดจินตนาการขึ้น และย้อนมันกลับไปสู่การใช้ความน่ากลัวของบาดแผลที่ศีรษะที่ดูแล้วชวนแหวะ”

ภาพลักษณ์สุดท้ายถูกทำให้สำเร็จได้ด้วยการใช้แผงฟันที่ติดเข้ากับฟันบนและล่างของแอสเบ็ค ดังนั้นมันจึงเหมือนกับมุมปากของเขาถูกฉีกออก แต่ไม่ส่งผลต่อการพูดของเขา “มีขั้นตอนที่โดดเด่นอยู่สามขั้นด้วยกันกับการทำเอฟเฟ็กต์ให้กับตัวละครตัวนี้เมื่อการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ” เวอร์สลุยส์กล่าว “สำหรับขั้นตอนสุดท้าย ทีมงานต้องติดอวัยวะปลอมโดยใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง โชคดีที่เขาเป็นคนดี และดูจะชอบงานนี้มากครับ”

การแสดงกับเหล่าอสุรกายคือประสบการณ์ใหม่สำหรับอะดีโป “การได้เห็นอสุรกายตัวเป็นๆ มันสุดยอดไปเลยครับ” อะดีโปบอก “มันเหมือนกับที่เหล่านักออกแบบได้จินตนาการเอาไว้ และมันกลายเป็นความจริงแล้วครับ พวกมันน่าขนลุกมาก แต่พวกมันก็มีหน้าที่รับใช้เนื้อเรื่อง และพวกมันจะต้องทำให้คนดูอึ้งไปเลยเมื่อได้เห็นพวกมันครับ”

 

งานดนตรีสุดเซอร์ไพรส์

ผู้แต่งดนตรีประกอบชาวออสเตรเลีย เจ๊ด เคอร์เซล ซึ่งเคยแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของแอฟเวอรี่เรื่อง Son of a Gun กลับมาร่วมทีมกับผู้กำกับแอฟเวอรี่อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Overlord เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เรื่องก่อน เคอร์เซลได้เข้าร่วมโปรเจ้กต์นี้เมื่อมีการลำดับภาพให้กับภาพยนตร์แบบคร่าวๆ แล้ว “ผมมาถึงเมื่อจูเลียสรู้สึกว่าเขามีหนังในเวอร์ชั่นที่อยากให้ผมดูแล้วครับ จากนั้นเราจะนั่งดูด้วยกัน และเสนอไอเดียกันโดยอิงจากสัญชาตญาณของเขากับปฏิกริยาแรกเริ่มของผม” ผู้แต่งดนตรีประกอบอธิบาย “กับ Overlord จูเลียสมีไอเดียที่ชัดเจนว่าเขาอยากได้ยินอะไร และหลายๆ ครั้งที่เราพบตัวเองมาจากจุดเดียวกันเลยครับ”

หนึ่งในเรื่องแรกๆ ที่ทั้งคู่พูดคุยกัน ก็คือ จะใช้ดนตรีเพื่อเน้นจุดเซอร์ไพรส์ที่ผสมกลมกลืนภาพยนตร์สองแนวเข้าด้วยกันได้อย่างไร “จูเลียสมักต้องการใช้งานดนตรีในแบบที่นำไปสู่ความรู้สึกว่ามันมีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่ในเรื่องนี้ ดังนั้น ผมจึงเก็บข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับสงครามเอาไว้ใกล้มือเสมอ และทำให้โทนดนตรีกลายเป็นองค์ประกอบที่ไม่ง่ายเลย” เคอร์เซลบอก “ความท้าทายก็คือการคิดให้ออกว่าเมื่อไหร่ที่จะยอมให้คนดูรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในแคสซัสอีกแล้วครับ”

เพื่อจะสร้างคุณสมบัติที่รบกวนใจขนาดนั้น เคอร์เซลได้ผสมงานดนตรีออร์เคสตร้าคลาสสิกเข้ากับซาวน์ซินธีติคและเครื่องดนตรีที่ถูกบิดเสียงไป “ผมอยากให้งานดนตรีมีอารมณ์เหมือนเครื่องดนตรีปกติที่ถูกรบกวนโดยสิ่งแปลกปลอมครับ” เคอร์เซลอธิบาย “ในทางหนึ่ง ซาวน์ที่เป็นงานประดิษฐ์ขึ้นมาก็เหมือนกับเซรั่มผิดธรรมชาติที่ถูกฉีดเข้าสู่กระแสเลือดครับ”

นอกจากจะช่วยทำให้ฉากแอ็กชั่นที่น่าตื่นตาของ Overlord ตื่นเต้นขึ้นแล้ว เคอร์เซลยังสร้างงานดนตรีที่สร้างความตึงเครียดให้กับฉากเขย่าขวัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย “ความตื่นเต้นเกิดขึ้นได้ด้วยการทำให้งานดนตรีหายไปในงานออกแบบเสียงโดยรวมครับ” เคอร์เซลบอก “มันทำให้รู้สึกสั่นประสาทสุดๆ เมื่อคุณไม่รู้ว่าอันหนึ่งจบลงและอีกอันเริ่มต้นขึ้น การเพิ่มองค์ประกอบแบบอีเลคทรอนิคเข้าไป และผสมกับเครื่องดนตรีคืออีกวิธีที่เราใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากครับ”

 

การปลดปล่อยอสุรกาย

เมื่อ Overlord เตรียมตัวบุกโรงภาพยนตร์ทั่วโลก อับรามส์รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สร้างความสนุกให้กับคนดูรุ่นใหม่ “กับ Overlord สิ่งที่คุณได้รับคือการผจญภัยที่สนุก น่ากลัว แปลกประหลาด วิปลาส อ่อนหวาน และสุดท้ายก็คือประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจครับ” อับรามส์กล่าว “ผมรู้เสมอว่าเมื่ออยู่ในมือคนที่ใช่ มันจะเป็นงานที่พิเศษมากจริงๆ และจูเลียส แอฟเวอรี่ ก็สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ”

โคเฮนเห็นด้วย “มันคือประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งคุณอินไปกับตัวละครเหล่านี้และการเอาชีวิตรอดของพวกเขาครับ มันทำให้คุณลุ้นจนเกาะเก้าอี้ และมันเป็นภาพยนตร์ประเภทที่พาคุณไปยังที่ที่คุณยังไม่เคยไปมาก่อนครับ”

ถึงแม้เนื้อเรื่องจะมีองค์ประกอบของความสยอง สมิธคาดหวังว่าคนดูคงจะประหลาดใจอย่างมีความสุขที่ได้ค้นพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ตลกแค่ไหน “นอกจากฉากแอ็กชั่นและความน่ากลัวแล้ว ยังมีเสียงหัวเราะใน Overlord ด้วยครับ” มือเขียนบทกล่าว “เราสร้างอารมณ์ขันในสถานการณ์ตื่นเต้นเขย่าขวัญ ซึ่งเป็นตัวช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดเมื่อคุณจำต้องผ่อนลมหายใจบ้าง”

สำหรับคนดูที่เป็นห่วงว่าพวกเขาอาจพบว่าเรื่องราวทำลายล้าง อสุรกาย และงานวิทยาศาสตร์สุดบ้าใน Overlord เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจมากเกินไป แอฟเวอรี่มีข้อความที่อาจช่วยได้ “คนที่รู้สึกหวาดกลัวกับภาพ ควรจะจดจ่อกับการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไปตลอดจนกว่าจะจบครับ เพราะผมรับประกันได้เลยว่าพวกเขาจะเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าครับ”

 

ประวัตินักแสดง

 โจแวน อะดีโป (JOVAN ADEPO) รับบท บอยซ์

โจแวน อะดีโป ประเดิมงานแสดงภาพยนตร์สตูดิโอเรื่องแรก ด้วยการประกบบทกับ เดนเซล วอชิงตัน และวีโอล่า เดวิส ในภาพยนตร์เรื่อง Fences (2016) เขายังเป็นที่รู้จักจากผลงานแสดงในซีรีส์คว้ารางวัล Peabody Award ของ HBO เรื่อง “The Leftovers” รวมไปถึงภาพยนตร์ของ ดาร์เรน อะโรนอฟสกี้ เรื่อง Mother! ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และฮาเวียร์ บาร์เด็ม ปี 2018 ถือเป็นปีที่โดดเด่นสำหรับอะดีโป เพราะเขายังร่วมแสดงกับ เอลิซาเบธ โอลเซ่น และเคลลี่ มารี ทราน ในซีรีส์ของ Facebook Watch เรื่อง “Sorry for Your Loss”

อะดีโปยังมีบทสำคัญอยู่ในซีซั่นที่ 2 ของซีรีส์เรื่อง “Tom Clancy’s Jack Ryan” และในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เขาจะเริ่มต้นงานถ่ายทำซีรีส์ของ เอวา ดูเวอร์เน่ย์ เรื่อง “Central Park Five”

อะดีโปยังร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง The Youth และ Bruise

 

ไวแอ็ตต์ รัสเซลล์ (WYATT RUSSELL) รับบท ฟอร์ด

ไวแอ็ตต์ รัสเซลล์ รับบทนำในตอนหนึ่งของซีรีส์ที่ได้รับคำชมของ BBC/Netflix เรื่อง “Black Mirror” ซึ่งเป็นตอนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เขายังรับบทนำในซีรีส์ใหม่เรื่อง “Lodge 49”

ในโลกภาพยนตร์ รัสเซลล์เคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ แม็ตต์ สไปเซอร์ เรื่อง Ingrid Goes West โดยประกบบทกับ เอลิซาเบธ โอลเซ่น และออบรีย์ พลาซ่า; ภาพยนตร์ของ เจย์ บารูเชล เรื่อง Goon: Last of the Enforcers ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ ฌอนน์ วิลเลี่ยม สก็อตต์ และลีฟ ชไรเบอร์; ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมของ ริชาร์ด ลิงก์ลาเตอร์ เรื่อง Everybody Wants Some!!; ภาพยนตร์ของ เจฟฟ์ เกรซ เรื่อง Folk Hero & Funny Guy ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ อเล็กซ์ คาร์พอฟสกี้, เมลานี่ ลินสกี้ และฮันนาห์ ซีโมน และภาพยนตร์ของ ฟิล ลอร์ด และคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ เรื่อง 22 Jump Street ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ แชนนิ่ง ทาทั่ม และโจนาห์ ฮิลล์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของรัสเซลล์ ได้แก่ Cold in July, This Is 40, We Are What We Are และ Cowboys & Aliens

รัสเซลล์เคยเป็นนักกีฬาฮ็อคกี้อาชีพมาก่อนที่จะผันมาสู่งานแสดง

 

พิลู แอสเบ็ก (PILOU ASBÆK) รับบท วอฟเนอร์

พิลู แอสเบ็ก คือนักแสดงชายชาวเดนมาร์กที่มีผลงานการแสดงที่น่าประทับใจและหลากหลาย จนเขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีคนต้องการตัวมากที่สุดทั้งในแวดวงภาพยนตร์และทีวี เขาเพิ่งปิดกล้องซีซั่นที่ 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายของซีรีส์ดังของ HBO เรื่อง “Game of Thrones” ในปี 2017 แอสเบ็กแสดงนำร่วมกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ในภาพยนตร์ของ รูเพิร์ต แซนเดอร์ส เรื่อง Ghost in the Shell และยังร่วมแสดงในผลงานการกำกับเรื่องแรกของ เคทและลอร่า มัลเลียวี่ เรื่อง Woodshock ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ เคิร์สเตน ดันสต์

ก่อนหน้านี้ แอสเบ็กร่วมแสดงในภาพยนตร์รีเมกของ ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ เรื่อง Ben-Hur; ภาพยนตร์ของ ลุค เบซง เรื่อง Lucy ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน และผลงานความร่วมมือกับผู้กำกับ-มือเขียนบท โทเบียส ลินด์โฮล์ม 3 เรื่อง ได้แก่ April 9th, Hijacking และ A War ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2015 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

 

มาธิลดี้ โอลลิวิเย่ (MATHILDE OLLIVIER) รับบท โคลอี้

มาธิลดี้ โอลลิวิเย่ รับบทนำในภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีเรื่อง “La Sainte Famille” และเมื่อเร็วๆ นี้ เธอไปรับบทสมทบในภาพยนตร์เรื่อง Boss Level ซึ่งนำแสดงโดย เมล กิ๊บสัน และนาโอมี่ วัตต์ส และร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Miss Atkins’ Army ซึ่งกำกับโดย ลิเดีย ดีน พิลเชอร์

 

จอห์น มากาโร่ (JOHN MAGARO) รับบท ทิบเบ็ต

 จอห์น มากาโร่ มีผลงานทั้งในแวดวงภาพยนตร์ ทีวี และละครเวที เมื่อเร็วๆ นี้ เขาร่วมแสดงกับ แช็ดวิค โบสแมน ในภาพยนตร์ของ เรจินัลด์ ฮัดลิน เรื่อง Marshall และร่วมแสดงกับ แบร็ด พิตต์ ในภาพยนตร์ของ เดวิด ไมชอด เรื่อง War Machine เขายังร่วมแสดงในผลงานดราม่ารวมดาราที่คว้ารางวัลของ อดัม แม็คเคย์ เรื่อง The Big Short นอกจากนี้ มากาโร่ยังเคยได้รับรางวัล Hollywood Spotlight Award จากงานแจกรางวัล Hollywood Film Awards จากการแสดงในผลงานเรื่อง Not Fade Away

มากาโร่ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ เคร็ก กิลเลสปี เรื่อง The Finest Hours โดยร่วมแสดงกับ คริส ไพน์, เคซี่ย์ แอฟเฟล็ค และเบน ฟอสเตอร์; ภาพยนตร์ของ ท็อดด์ เฮย์นส์ เรื่อง Carol ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ รูนี่ มาร่า และภาพยนตร์ของ แองเจลิน่า โจลี่ เรื่อง Unbroken ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Liberal Arts, Down the Shore, My Soul to Take, The Box, Assassination of a High School President, The Life Before Her Eyes และ The Brave One

 

เอียน เดอ เคสเต็คเกอร์ (IAIN DE CAESTECKER) รับบท เชส

เอียน เดอ เคสเต็คเกอร์ สร้างชื่อให้ตัวเองอย่างรอดเร็วในอเมริกา ด้วยการรับบทนำในซีรีส์ของ BBC ถึงสองเรื่อง ได้แก่ “The Fades” และ “Young James Herriot” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Scotland Award (สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม) จากเรื่องหลัง เขายังรับบทนำร่วมกับ อลิซ อิงเลิร์ต ในภาพยนตร์เรื่อง In Fear และนำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Filth โดยร่วมแสดงกับ เจมส์ แม็คอะวอย และจิม บรอดเบนต์

จากทริปแรกที่เดินทางไปลอสแองเจลิส เดอ เคสเต็คเกอร์ ก็คว้าบทประจำในซีรีส์เรื่องแรกของ Marvel TV เรื่อง “Agents of S.H.I.E.L.D.” ซึ่งปัจจุบันกำลังถ่ายทำซีซั่นที่ 6 เขายังได้รับเลือกให้รับบทเป็นหนึ่งในดารานำของภาพยนตร์เรื่อง Lost River ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ไรอัน กอสลิ่ง และเขาร่วมแสดงกับกับ เซียร์ช่า โรแนน, คริสติน่า เฮนดริคส์ และเบน เมนเดลซัห์น

 

โดมินิค แอ๊ปเปิ้ลไวต์ (DOMINIC APPLEWHITE) รับบท โรเซนเฟลด์

โดมินิค แอ๊ปเปิ้ลไวต์ เริ่มต้นเข้าวงการตั้งแต่ยังเด็ก และทำงานมาอย่างต่อเนื่องทั้งในแวดวงภาพยนตร์และทีวี

ผลงานที่ผ่านมาของเขาทั้งที่เป็นภาพยนตร์และผลงานทางทีวี ได้แก่  Charlie in Sex Education (Starco TV/Netflix UK); “The Crown(Left Bank Pictures/Netflix UK); DISOBEDIENCE (Braven Films/Element Pictures); “Watson and Oliver” Series 1&2 ((BBC);  “The Inbetweeners” Series 1,2 & 3 (Bwark/E4) และภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง The King’s Speech (SeeSawFilms/Bedlam Productions)

 

ประวัติทีมผู้สร้าง

 

จูเลียส แอฟเวอรี่ (JULIUS AVERY) – ผู้กำกับ

จูเลียส แอฟเวอรี่ กำกับภาพยนตร์เรื่อง Son of a Gun (2014) ซึ่งนำแสดงโดย ยูเว็น แม็คเกรเกอร์ และอลิเซีย วิกันเดอร์ นักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ เขายังกำกับภาพยนตร์สั้นคว้ารางวัลเรื่อง Jerrycan (2008) ซึ่งได้รับรางวัล Cannes Jury Prize และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Palme d’Or เขายังเขียนบทให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Palme d’Or เรื่อง Yardbird (2012) ที่ผ่านมา แอฟเวอรี่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมที่งานแจกรางวัล Australian Film Institute Awards; ได้รับรางวัล Best Australian Short Film ที่งาน Flickerfest; ได้รับรางวัล Special Jury Mention ที่งานเทศกาล Tribeca Film Festival; ได้รับรางวัลกำกับภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม ที่งานแจกรางวัล Australian Directors Guild Awards และได้รับรางวัล Emerging Australian Filmmaker of the Year ที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมลเบิร์น

 

บิลลี่ เรย์ (BILLY RAY) – ผู้เขียนบท

บิลลี่ เรย์ เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และได้รับรางวัล WGA Award จากบทภาพยนตร์เรื่อง Captain Phillips เขายังร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games และ State of Play เขาคือมือเขียนบท/ ผู้กำกับ ของภาพยนตร์เรื่อง Shattered Glass, Breach และ Secret in Their Eyes

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ยังได้แก่ ภาพยนตร์ที่เพิ่งจะปิดกล้องไปไม่นานเรื่อง Gemini Man ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์ สมิธ และกำกับโดย อังลี และภาพยนตร์ Terminator ที่ยังไม่มีชื่อ จากผลงานการกำกับของ ทิม มิลเลอร์

 

มาร์ก แอล สมิธ (MARK L. SMITH) – ผู้เขียนบท

มาร์ก แอล สมิธ เคยเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Revenant, Vacancy, The Hole และ Martyrs ปัจจุบัน บทภาพยนตร์ที่เขาเขียนเอาไว้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนางานสร้างหลายเรื่องด้วยกัน อาทิเช่น Conquest และ Ruthless ที่เขาเขียนให้กับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ; The Queen of the Tearling ซึ่งเขาเขียนให้กับ เอ็มม่า วัตสัน; The Descent ซึ่งเขาเขียนให้กับ โรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด; Collider ซึ่งเขาเขียนให้กับ เอ๊ดการ์ ไรต์ และภาพยนตร์ Star Trek ตอนใหม่ ที่เขาจะร่วมงานกับ เควนติน ทาแรนติโน่

 

เจเจ อับรามส์ (J.J. ABRAMS) – ผู้อำนวยการสร้าง

เจเจ อับรามส์คือมือเขียนบท, ผู้กำกับ และผู้อำนวยการสร้าง และผู้ก่อตั้งบริษัท แบ็ด โรบ็อท โปรดักชั่นส์

อับรามส์เขียนหรือร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง Regarding Henry, Forever YoungJoy Ride และ Armageddon ก่อนที่จะมาร่วมสร้างผลงานทางทีวีที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ เรื่อง Felicity ติดตามมาด้วยผลงานอย่าง Alias และซีรีส์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่อย่าง Lost (ซึ่งเขาร่วมสร้างกับ เดม่อน ลินเดลอฟ) จากนั้น เขายังทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับซีรีส์อย่าง Fringe และ Person of Interest

ในปี 2006 อับรามส์กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก ได้แก่เรื่อง Mission: Impossible III ติดตามมาด้วยภาพยนตร์ฮิตที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่าง Star TrekSuper 8 และ Star Trek Into Darkness ส่วนในปี 2015 อับรามส์กำกับภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: The Force Awakens ซึ่งเขาอำนวยการสร้างและร่วมเขียนบทกับ ลอว์เรนซ์ แคสแดน อับรามส์ยังร่วมงานกับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง Mission: Impossible และ Star Trek ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ขณะที่เขาเริ่มต้นงานสร้างแฟรนไชส์ของเขาเองเรื่อง Cloverfield เมื่อเร็วๆ นี้ เขาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: The Last Jedi และ Mission: Impossible – Fallout

ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ และร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: EpisodeIX และอยู่ระหว่างทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับซีรีส์ทางทีวีเรื่อง WestworldCastle Rock, Lovecraft Country, Demimonde และ Little Voice

 

ลินด์ซี่ย์ พอลสัน วีเบอร์ (LINDSEY PAULSON WEBER) – ผู้อำนวยการสร้าง

ลินด์ซี่ย์ พอลสัน วีเบอร์ เติบโตมาในเซ้าเธิร์น แคลิฟอร์เนีย และได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเพนน์ซิลเวเนีย หลังจากทำงานที่วอร์เนอร์ บราเธอร์ส, ซีเอเอ, เรดาร์ พิคเจอร์ส และฮิลารี่ สแวงก์ โปรดักชั่นส์ เธอได้เข้ามาทำงานร่วมกับแบ็ด โรบ็อทในปี 2007 และกลายมาเป็นหัวหน้าแผนกภาพยนตร์ในปี 2011 โดยบริษัทแห่งนี้ได้ผลิตภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Cloverfield, Star Trek และ Mission: Impossible รวมถึง Star Wars Episodes VII-IX

 

แมทธิว เพนรี่ เดวี่ย์ (MATTHEW PENRY DAVEY) – ผู้ช่วยผู้กำกับลำดับที่ 1

แมทธิว เพนรี่ เดวี่ย์ เริ่มต้นทำงานในวงการภาพยนตร์ตั้งแต่ตอนที่เขายังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เขาได้งานแรกโดยเป็นผู้ช่วยงานฉากให้กับภาพยนตร์เรื่อง Funny Bones ซึ่งนำแสดงโดย เจอร์รี่ ลิววิส ผู้ล่วงลับ และโอลเวอร์ รี้ด

เขายังเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับผู้กำกับหลายคน อาทิเช่น โรแลนด์ เอ็มเมอริช, ริชาร์ด ลิงก์ลาเตอร์, แอนดรูว์ นิคโคล, ดัสติน ฮอฟฟ์แมน, ริชาร์ด เคอร์ติส, โจ จอห์นสตัน และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือ อเล็กซ์ การ์แลนด์ แมทธิวมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในภาพยนตร์ที่ต้องท้าทายร่างกาย โดยเขาเคยทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Everest ซึ่งบางส่วนขึ้นไปถ่ายทำที่ภูเขาจริง

ปัจจุบัน แมทธิวอยู่ระหว่างถ่ายทำผลงานใหม่ของ อเล็กซ์ การ์แลนด์ เรื่อง DEVS

 

โจ เบิร์น (JO BURN) – ไลน์โปรดิวเซอร์/ ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

โจ เบิร์น ทำงานอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 20 ปี Overlord คือภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ที่เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส หลังจากเคยร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Annihilation ก่อนหน้านี้ เธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองถ่ายย่อยให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Hours และ The Dictator

ผลงานอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Entebbe, Dracula Untold, A Good Day to Die Hard, I, Anna, “Game of Thrones”, Green Zone, “Hellboy II: The Golden Army, Johnny English, The Hours, The Beach, The Mummy และ Star Wars: The Phantom Menace

แมทธิว  อีแวนส์ (MATTHEW EVANS) – ผู้ลำดับภาพ

แมทธิว อีแวนส์ เริ่มไต่เต้าในวงการอย่างรวดเร็ว โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Sweet Home Alabama, Elf, Hitch และ State of Play หลังจากทำงานให้กับภาพยนตร์ฮิตประจำปี 2011 เรื่อง Super 8 เขาก็ได้ร่วมงานกับบริษัทแบ็ด โรบ็อทของ เจเจ อับรามส์ เขาเคยทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: The Force Awakens และทำหน้าที่ผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Cloverfield Paradox, 10 Cloverfield Lane และ Revolution ซึ่งกำกับโดย จอน แฟฟโรว์

ลอรี่ โรส (LAURIE ROSE) – ผู้กำกับภาพ

ลอรี่ โรส มีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำงานกับ เบน วีทลี่ย์ ในภาพยนตร์เรื่อง High-Rise (2015) และ Free Fire (2016) ผลงานภาพยนตร์ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ ซอล ดิ๊บบ์ เรื่อง Journey’s End, ภาพยนตร์ของ โดมินิค ซาเวจ เรื่อง The Escape และภาพยนตร์ของ จอน เอส บาร์ด เรื่อง Stan & Ollie เมื่อเร็วๆ นี้ โรสเปิดกล้องภาพยนตร์รีเมกที่สร้างจากหนังสือของ สตีเฟ่น คิง เรื่อง Pet Sematary (2019)

ผลงานแจ้งเกิดของ โรส เป็นเรื่องบังเอิญ เมื่อเขาได้พบกับผู้กำกับ เบน วีทลี่ย์ และพวกเขาได้ทำงานด้วยกันในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของ วีทลี่ย์ เรื่อง Down Terrace (2009)

 

ฟาเบียน แว๊กเนอร์ (FABIAN WAGNER) – ผู้กำกับภาพ

ฟาเบียน แว๊กเนอร์ เคยได้รับคำชมอย่างมากมาย เขาเริ่มต้นด้วยการถ่ายทำมิวสิควิดีโอก่อน และยังทำหน้าที่ในกองถ่ายย่อยที่ 2 ให้กับงานดราม่าทางทีวีของสหราชอาณาจักร แว๊กเนอรืได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ จากภาพยนตร์เรื่อง “Sherlock” และ “Game of Thrones” ซึ่งเรื่องหลังทำให้เขาคว้ารางวัล ASC Award

 

จอน เฮนสัน (JON HENSON) – โปรดักดีไซเนอร์

จอน เฮนสันมีประสบการณ์อยู่ในวงการภาพยนตร์และทีวีมานานกว่า 20 ปี ผลงานของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของ เจมส์ มาร์ช เรื่อง Shadow Dancer, ภาพยนตร์ของ รูแอรี่ โรบินสัน เรื่อง The Last Days on Mars และภาพยนตร์สองเรื่องที่กำกับโดย เจมส์ เคนต์, ภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางทีวีเรื่อง “The Thirteenth Tale” และ Testament of Youth ในปี 2018 แฮนเซ่นจะได้กลับไปร่วมงานกับมาร์ช อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง The Mercy ซึ่งนำแสดงโดย โคลิน เฟิร์ธ และเรเชล ไวสซ์

ในช่วงต้นที่เพิ่งเริ่มทำงาน เฮนสันเป็นผู้ออกแบบภาพยนตร์เรื่อง Esther Kahn และซีรีส์ทางทีวีเรื่อง “Shakespeare Re-Told” ต่อมา เฮนสันไปทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Brothers of the Head ซึ่งกำกับโดย คีธ ฟูลตัน และหลุยส์ พีพี จากนั้น เขาได้มาทำงานกับผลงานของ จอห์น โครว์ลี่ย์ เรื่อง Boy A (2007) ซึ่งได้รับรางวัลบัฟต้าหลายรางวัลด้วยกัน และภาพยนตร์เรื่อง Last Chance Harvey (2008) ซึ่งนำแสดงโดย ดัสติน ฮอฟฟ์แมน และเอ็มม่า ธอมป์สัน

 

มาร์ก บาคาวสกี้ (MARK BAKOWSKI) – วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์

มาร์ก บาคาวสกี้ เข้ามาทำงานกับ ไลท์แอนด์เมจิค ในลอนดอนในปี 2014 โดยเขาได้ดูแลงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Age of Ultron

บาคาวสกี้เกิดในประเทศอังกฤษ เขาเริ่มต้นทำงานด้านวิชวลเอฟเฟ็กต์ในปี 2000 ก่อนหน้าที่จะมาเข้าร่วมงานกับ ILM บาคาวสกี้ก็คือหัวหน้าเฟรมสโตร์

 

ทริสตัน เวอร์สลุยส์ (TRISTAN VERSLUIS) – ผู้ออกแบบอวัยวะปลอม

ทริสตัน เวอร์สลุยส์ ใช้เวลา 15 ปีคอยออกแบบเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์ ทีวี งานโฆษณา และมิวสิควิดีโอ เขามีชื่อเสียงในวงการในเรื่องของการปั้นรูปปั้นที่งดงาม เวอร์สลุยส์เคยทำงานให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Harry Potter and the Deathly Hallows, Part 1 (2010), The Dark Knight Rises (2012), World War Z (2013) และ The Revenant (2015) ที่งานแจกรางวัล 2016 Primetime Emmy Awards® เวอร์สลุยส์ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นเอาไว้ใน “Games of Thrones” ตอน “The Door”

เมื่อไม่นานมานี้ เวอร์สลุยส์ ได้ทำหน้าที่ออกแบบการแต่งหน้าและติดอวัยวะปลอมให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเรื่อง Ex Machina (2015) และดูแลงานติดอวัยวะปลอมให้กับภาพยนตร์เรื่อง Annihilation (2017) ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นผลงานของ อเล็กซ์ การ์แลนด์

เวอร์สลุยส์ ยังทำงานให้กับภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Dead Man’s Shoes (2004), Hot Fuzz (2007), Sweeney Todd (2007) และ Valhalla Rising (2009)

 

แอนนา บี เชพพาร์ด (ANNA B. SHEPPARD) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย

แอนนา บี เชพพาร์ด คือผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายชาวโปแลนด์ ซึ่งมีผลงานภาพยนตร์มาแล้วกว่า 40 เรื่อง ผลงานความสำเร็จของเธอ มีให้เห็นจากการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง Schindler’s List, The Pianist และ Maleficent ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอ ได้แก่ The Insider, Oliver Twist, Inglourious Basterds, Captain America: The First Avenger, The Book Thief, American Assassin, Spider-Man และ Far From Home เธอยังออกแบบเสื้อผ้าให้กับผลงานของ HBO เรื่อง “Band of Brothers”

 

เจ๊ด เคอร์เซล (JED KURZEL)- ผู้แต่งดนตรีประกอบ

เจ๊ด เคอร์เซล คือผู้แต่งดนตรีประกอบและนักดนตรีระดับมือรางวัล ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ได้แก่ภาพยนตร์ออสเตรเลียที่ได้รับคำชมเรื่อง Snowtown นับแต่นั้น เขาแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น The Babadook; Slow West ซึ่งทำให้ เคอร์เซล ได้รับรางวัล Australian Screen Music Award สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2015; ภาพยนตร์เรื่อง Macbeth ซึ่งนำแสดงโดย ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ และมารียง โกติยาร์; Una ซึ่งนำแสดงโดย รูนี่ย์ มาร่า และเบน เมนเดลซัห์น; Assassin’s Creed; ผลงานการกำกับของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เรื่อง Alien: Covenant และภาพยนตร์เรื่อง Jupiter’s Moon ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2017

 

###

 

Facebook Comments

You may also like

“ครบเครื่องแอ็คหนังชั่นไซไฟ” นี่คือเสียงรีวิวจากการชมฟุตเทจเพียง 30 นาที จาก “#Alita: Battle Angel – อลิตา แบทเทิล แองเจิ้ล” #Alitaday

หลังจากท